Royal Decree on Digital ID

พระราชกฤษฎีกา

ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการ

เกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตน

ทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต

พ.ศ. ๒๕๖๕

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕

เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓๔/๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. ๒๕๖๕”

มาตรา ๒[1] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้

“อัตลักษณ์” หมายความว่า ลักษณะเฉพาะของบุคคลซึ่งสามารถบ่งบอกหรือจำแนกได้โดยคุณลักษณะหรือชุดของคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลนั้น

“บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

“การพิสูจน์ตัวตน” หมายความว่า กระบวนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของบุคคล และการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์นั้น

“สิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน” หมายความว่า สิ่งที่ใช้เชื่อมโยงอัตลักษณ์กับบุคคล ซึ่งบุคคลนั้นครอบครองและควบคุมเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตน เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลชีวภาพ

“การออกและบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน” หมายความว่า กระบวนการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของบุคคลที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้วเข้ากับสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน และการบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนนั้น

“การยืนยันตัวตน” หมายความว่า กระบวนการยืนยันอัตลักษณ์ของบุคคลด้วยการตรวจสอบสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้น

“ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มอบหมายให้ปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๔ ให้สำนักงานมีหน้าที่ควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้

เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลผู้รับใบอนุญาตซึ่งประกอบธุรกิจอันเป็นกิจการที่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายโดยเฉพาะอยู่แล้ว สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะทำความตกลงมอบหมายให้หน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายเฉพาะนั้นทำหน้าที่ควบคุมดูแลผู้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนแทนสำนักงานก็ได้

มาตรา ๕ การยื่นคำขอรับใบอนุญาต การแจ้ง หรือการส่งข้อมูล รายงาน เอกสาร หรือหลักฐานตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้กระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงานกำหนด

มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หมวด ๑

การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล

ที่ต้องได้รับใบอนุญาต

มาตรา ๗ การให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบริการที่ต้องได้รับใบอนุญาต

(๑) บริการพิสูจน์ตัวตน

(๒) บริการออกและบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน

(๓) บริการยืนยันตัวตน

(๔) บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่เป็นเครือข่ายหรือระบบเพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล แต่ไม่รวมถึงบริการของบุคคลที่เป็นสื่อกลาง

มาตรา ๘ การให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลดังต่อไปนี้ เป็นบริการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาต

(๑) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ผู้ให้บริการออกใบรับรองเพื่อสนับสนุนลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

(๒) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่บุคคลใช้เพื่อประโยชน์ภายในกิจการของบุคคลนั้นโดยไม่ได้ให้บริการแก่บุคคลภายนอก

(๓) บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในกิจการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๙ การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๗ จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๑๐ เพื่อให้สาธารณชนมีความมั่นใจในการประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาต คณะกรรมการจะประกาศกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่กำหนด สำหรับการให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตแต่ละลักษณะก็ได้

หมวด ๒

การขออนุญาตและการอนุญาตประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์

และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต

มาตรา ๑๑ ผู้ใดประสงค์จะประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๗ ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคล

(๒) หนังสือมอบอำนาจในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ใช่ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล

(๓) ระบบและเทคโนโลยีที่ใช้ในการให้บริการ

(๔) แผนการบริหารความเสี่ยง และการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงในการให้บริการ

(๕) แผนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

(๖) แผนและมาตรการควบคุมดูแลและป้องกันการทุจริตหรือการฉ้อโกงจากการใช้งานระบบ

(๗) แผนและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ

(๘) แผนและมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ

(๙) คำยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลตาม (๑) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

มาตรา ๑๒ เมื่อได้รับคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานแล้ว ให้สำนักงานตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน ในกรณีที่คำขอรับใบอนุญาตถูกต้องและครบถ้วน ให้สำนักงานออกใบรับคำขอรับใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาต และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คำขอรับใบอนุญาตไม่ถูกต้องหรือยังขาดข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานใด ให้สำนักงานบันทึกความบกพร่องนั้นไว้และแจ้งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขคำขอรับใบอนุญาต หรือจัดส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ดำเนินการตามที่สำนักงานได้แจ้งตามวรรคสอง ให้ถือว่าผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ประสงค์จะให้ดำเนินการต่อไป และให้สำนักงานจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบและแจ้งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ

มาตรา ๑๓ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ให้คณะกรรมการมีคำสั่งออกใบอนุญาตและอาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจเท่าที่จำเป็นได้ และให้สำนักงานออกใบอนุญาตแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตโดยเร็ว

ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาต ให้แจ้งเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบด้วย

มาตรา ๑๔ ก่อนเริ่มประกอบธุรกิจ ให้ผู้รับใบอนุญาตส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจที่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยความพร้อมด้านเทคโนโลยีและด้านบุคลากรให้แก่สำนักงานภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

ในกรณีที่มีเหตุผลจำเป็น ผู้รับใบอนุญาตจะขอให้สำนักงานขยายระยะเวลาตามวรรคหนึ่งออกไปก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินสองร้อยสี่สิบวัน

ให้สำนักงานพิจารณารายงานตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด และให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ

ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผล

มาตรา ๑๕ ในกรณีที่สำนักงานพิจารณารายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมของผู้รับใบอนุญาตแล้วเห็นว่าผู้รับใบอนุญาตมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้ แต่ถ้าสำนักงานเห็นว่าผู้รับใบอนุญาตยังไม่มีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขเรื่องดังกล่าว และจัดส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจอีกครั้งภายในระยะเวลาที่สำนักงานกำหนด และให้นำระยะเวลาตามมาตรา ๑๔ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การพิจารณารายงานดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม

ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่แก้ไขหรือไม่สามารถดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่สำนักงานกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผล

มาตรา ๑๖ ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผลตามมาตรา ๑๔ วรรคสี่ หรือมาตรา ๑๕ วรรคสอง ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ และประกาศการสิ้นผลของใบอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปทราบ

มาตรา ๑๗ คำขอรับใบอนุญาต ใบอนุญาต และรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด

หมวด ๓

หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต

มาตรา ๑๘ ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตแต่งตั้งหรือยินยอมให้ผู้ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้รับใบอนุญาต

(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๓) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๓๕ และยังไม่พ้นกำหนดสามปีนับแต่วันถูกเพิกถอน

(๔) เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย หรือเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

(๕) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม

(๖) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ

(๗) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

(๘) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

(๙) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

(๑๐) เคยพ้นจากตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทมหาชนจำกัดเพราะเหตุมีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(๑๑) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติอื่นใดตามที่สำนักงานประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตมีการใช้บริการจากบุคคลภายนอกเพื่อเก็บรวบรวมหรือเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนดด้วย

ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้บริการจากบุคคลภายนอกที่แตกต่างจากที่แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

มาตรา ๒๐ ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งต่อสำนักงานในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งเรื่องใด ดังต่อไปนี้

(๑) ทุนจดทะเบียนของผู้รับใบอนุญาต

(๒) กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้รับใบอนุญาต

(๓) ระบบหรือเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ

(๔) การเปลี่ยนแปลงอื่นที่สำคัญต่อการประกอบธุรกิจตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๒๑ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบเมื่อได้รับการร้องเรียนหรือฟ้องร้องเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกาศกำหนด

มาตรา ๒๒ ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการ บัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกาศกำหนด

มาตรา ๒๓ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการตรวจประเมินระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลและรายงานต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาที่สำนักงานประกาศกำหนด

หมวด ๔

การควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์

และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต

มาตรา ๒๔ ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังต่อไปนี้ โดยกำหนดตามลักษณะของการให้บริการ

(๑) มาตรการบริหารและการจัดการความเสี่ยงของระบบการให้บริการ และการจัดการกรณีฉุกเฉิน

(๒) มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบการให้บริการและการตรวจสอบ

(๓) มาตรการควบคุมดูแลและป้องกันการทุจริตหรือการฉ้อโกงจากการใช้งานระบบ

(๔) มาตรฐานการให้บริการที่รวมถึงการจัดการและจัดเก็บข้อมูล

(๕) การคุ้มครองผู้ใช้บริการ และมาตรการบรรเทาความเสียหายและการชดใช้หรือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจ

(๖) การใช้บริการจากบุคคลภายนอกที่เกี่ยวกับระบบการให้บริการ

(๗) การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการให้บริการ

มาตรา ๒๕ มาตรการบรรเทาความเสียหายและการชดใช้หรือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๒๔ (๕) อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ช่องทางการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการที่ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ

(๒) ขั้นตอนและมาตรการดูแลผู้ใช้บริการที่ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ

(๓) ขั้นตอนการเยียวยาความเสียหายและการแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ใช้บริการทราบ

(๔) การกำหนดการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหายของผู้รับใบอนุญาตไว้ในข้อกำหนดของสัญญาหรือเงื่อนไขการให้บริการ

มาตรา ๒๖ ผู้รับใบอนุญาตต้องส่งรายงานการเงินและสรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้บริการต่อสำนักงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

รายงานการเงินและสรุปผลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง ผู้รับใบอนุญาตต้องทำตามแบบและวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนดและตรงต่อความเป็นจริง

มาตรา ๒๗ ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลและกำกับการประกอบธุรกิจ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตรายใดส่งรายงานหรือข้อมูลอื่นใด ตลอดจนแสดงเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความรายงานหรือข้อมูลหรือเอกสารนั้น

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้กรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือลูกจ้างของผู้รับใบอนุญาต มาให้ถ้อยคำ แสดงข้อมูล บัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับการให้บริการเพิ่มเติมได้

มาตรา ๒๘ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ประกาศของสำนักงานตามมาตรา ๒๔ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต ให้สำนักงานมีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

หมวด ๕

การเลิกประกอบธุรกิจ

มาตรา ๒๙ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้แจ้งสำนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่คาดว่าจะเลิกประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด

มาตรา ๓๐ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ หรือเพื่อความต่อเนื่องในการใช้งานของผู้ใช้บริการ ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการเลิกประกอบธุรกิจ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) การจัดการและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลหรือข้อมูลอื่นใดของผู้รับใบอนุญาต

(๒) การโอนบริการไปให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่น

(๓) การบอกกล่าวและการเยียวยาแก่ผู้ใช้บริการ

(๔) ระยะเวลาในการดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓)

มาตรา ๓๑ เมื่อผู้รับใบอนุญาตได้ดำเนินการตามมาตรา ๓๐ ครบถ้วนแล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งผลการดำเนินการต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด และให้สำนักงานเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ

มาตรา ๓๒ ในกรณีที่คณะกรรมการอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ และให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้ผู้ใช้บริการของผู้รับใบอนุญาตทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ ในการนี้ให้สำนักงานประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบด้วย

ให้ใบอนุญาตสิ้นผลนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๓๓ การเลิกประกอบธุรกิจไม่กระทบต่อผลของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ได้กระทำไปโดยอาศัยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของผู้รับใบอนุญาตก่อนวันที่เลิกประกอบธุรกิจ

หมวด ๖

การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต

มาตรา ๓๔ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตามมาตรา ๒๘ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด คณะกรรมการอาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน เว้นแต่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการปฏิบัติหรือการดำเนินการตามคำสั่งของสำนักงานนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเกินเก้าสิบวัน คณะกรรมการจะกำหนดระยะเวลาเกินเก้าสิบวันก็ได้

ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติให้ถูกต้องระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาต

มาตรา ๓๕ ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมาแล้ว และภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมีกรณีที่อาจถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตอีกไม่ว่าจะเป็นเหตุเดียวกันหรือไม่ก็ตาม

(๒) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือพระราชกฤษฎีกานี้ซ้ำอีกภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำสั่งปรับครั้งแรก

(๓) ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๗ ประกาศของสำนักงานตามมาตรา ๒๔ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต หรือไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตามมาตรา ๒๘ จนอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอย่างร้ายแรงหรือกระทบต่อระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล

(๔) ไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตามมาตรา ๒๘ จนพ้นกำหนดระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาต

ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๒ มาใช้บังคับกับการประกาศคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๓๖ การเพิกถอนใบอนุญาตไม่กระทบต่อผลของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ได้กระทำไปโดยอาศัยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของผู้รับใบอนุญาตก่อนวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๓๗ ให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ซึ่งได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลต่อไปได้ โดยให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแล้ว ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าคณะกรรมการจะมีคำสั่งไม่อนุญาต

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเป็นบริการที่มีความสำคัญต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมควรควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล โดยการกำหนดลักษณะของการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตและกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ระบบดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสาธารณชน ตลอดจนเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้


[1] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๙/ตอนที่ ๗๘ ก/หน้า ๓๖/๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๕

Powered by Forestry.md