PDPC_Consult-44

เรื่อง ธนาคาร Y ขอหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๒๔ (๓) มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๗๓

  2. พระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖
    มาตรา ๓ มาตรา ๗ และมาตรา ๑๑

ข้อหารือ

ธนาคาร Y ขอหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ดังนี้

ประเด็นข้อหารือที่ ๑ กรณีตามมาตรา ๗ วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ในกรณีที่ลูกค้ามาขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน (update) โดยตรงกับธนาคาร ธนาคารจำเป็นต้องแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน (update) ให้แก่กรมสรรพากรหรือไม่ หากไม่ได้มีคำขอเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร

ประเด็นข้อหารือที่ ๒ หารือประเด็นตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ดังนี้

  1. มาตรา ๑๑ จะใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐใช่หรือไม่

  2. หากธนาคารได้รับการร้องขอจากธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (correspondent bank) ที่อยู่ในต่างประเทศ โดยเป็นกรณีที่ธนาคารตัวแทนต่างประเทศแจ้งว่า เงินที่โอนเข้ามาส่งสัยว่าเข้าข่ายการฉ้อโกง (fraud) ซึ่งธนาคารต้องดำเนินการตอบกลับไปยังธนาคารตัวแทนต่างประเทศ โดยจะมีข้อมูล เช่น ชื่อและเลขที่บัญชีของลูกค้า ส่งให้แก่ธนาคารตัวแทนต่างประเทศ จะถือว่าธนาคารได้รับยกเว้นตามมาตราหนึ่งหรือไม่

  3. การที่ธนาคารส่งเงินไปยังธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (correspondent bank) แล้วภายหลังลูกค้ามาแจ้งว่า กรณีที่ส่งเงินดังกล่าวไป ส่งสัยว่าจะเข้าข่ายฉ้อโกง (fraud) เนื่องจากลูกค้าโดน hack e-mail ธนาคารจึงได้ดำเนินการส่งข้อความ (message) แจ้งไปยังธนาคารตัวแทนต่างประเทศเพื่อขอเงินคืน จะถือว่าธนาคารได้รับยกเว้นตามมาตราหนึ่งหรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้


ประเด็นข้อหารือที่ ๑ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติตามมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกา กำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วนมาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖ แล้ว การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ธนาคาร Y ในฐานะผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีที่กรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิต ร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลไปยังธนาคาร Y โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร การดำเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับการบังคับแก่บรรดาค่าธรรมเนียมทางภาษีอากร ค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าอากรใด ๆ รวมทั้ง การดำเนินการตามพันธกรณีหรือความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องดังกล่าว ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกา ก่อน และเมื่อธนาคาร Y ได้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่กรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิตตามที่ได้รับการร้องขอแล้ว ต่อมาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอใช้สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐนั้นได้รับข้อมูลมาจากธนาคาร Y ธนาคาร Y ในฐานะ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลนั้น จึงมีหน้าที่แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องและ เป็นปัจจุบัน และส่งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันให้กับหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติม ตามมาตรา ๗ วรรคสอง เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอใช้สิทธิดังกล่าว แต่จากประเด็นตามข้อหารือกรณีที่ลูกค้าใช้สิทธิขอแก้ไขข้อมูล ส่วนบุคคลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันโดยตรงกับธนาคาร Y โดยกรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิต ไม่ได้ร้องขอให้ธนาคาร Y แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแล้วส่งข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ให้กับตนอีกครั้ง และเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้แจ้งในการขอใช้สิทธิดังกล่าวกับธนาคาร Y โดยตรงว่าเป็นกรณี ที่ต้องการใช้สิทธิเพื่อให้ข้อมูลที่ธนาคาร Y เปิดเผยให้กับหน่วยงานของรัฐอื่นใดที่ร้องขอได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน ก็จะไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ธนาคาร Y ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ตามมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในการดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น ธนาคาร Y จึงต้องแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดตามที่ลูกค้าในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หากข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน ไม่สมบูรณ์ หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และหาก ธนาคาร Y ไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ธนาคาร Y ต้องบันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วย เหตุผลที่ปฏิเสธการขอแก้ไขข้อมูลนั้นไว้ในรายการที่ต้องบันทึกตามมาตรา ๓๙ (Records of Processing Activities: ROPA) ตามนัยมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่งด้วย อย่างไรก็ดี เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิร้องเรียนต่อ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อสั่งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการได้ ตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ประกอบ มาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ประเด็นข้อหารือที่ ๒ สำหรับประเด็นตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะ กิจการ หรือหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางส่วน มาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖ นั้น เห็นว่า

๑. ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ในการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกา นั้น มาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกา


บัญญัติบทนิยามของคำว่า “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ในความหมายว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน ดังนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๑๑ ดังกล่าว จึงไม่จำกัดเฉพาะกับหน่วยงานของรัฐ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นภาคเอกชนด้วย แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใดจะได้รับการ ยกเว้นตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกา“ หรือไม่ จะต้องพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ประกอบกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วม ในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ประกอบด้วย

๒. สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินการเกี่ยวกับ การเนรเทศ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมืออื่นทางศาล หรือ กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว นั้น จะต้องพิจารณากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นประกอบด้วย ซึ่งการดำเนินการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๑๑ โดยทั่วไปจะต้องอาศัยอำนาจรัฐหรือกระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศและความตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (correspondent bank) ที่อยู่ นอกราชอาณาจักรและธนาคารในราชอาณาจักร ซึ่งต่างมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลด้วยกัน หากการดำเนินการของธนาคารทั้งสองฝ่ายไม่ได้ใช้อำนาจรัฐและไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายได้ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑ ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น การปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ ธนาคาร Y ก็อาจพิจารณาดำเนินการ เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ เช่น กรณีที่ธนาคาร Y เห็นว่า การดำเนินการร่วมกันระหว่างธนาคาร Y กับธนาคาร ตัวแทนต่างประเทศ เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินในกรณีใดเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา เป็นต้น

๓. สำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินระหว่างธนาคาร Y กับธนาคาร ตัวแทนต่างประเทศ (correspondent bank) เช่น การขอเงินคืนเมื่อสงสัยว่าเงินที่โอนไปยังธนาคารตัวแทน ต่างประเทศจะเข้าข่ายฉ้อโกง (fraud) นั้น เห็นว่า กรณีที่การดำเนินการของธนาคารทั้งสองฝ่ายไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ และไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การดำเนินการนั้นย่อมไม่ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด ๒ และหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในท่านองเดียวกันกับข้อ ๒

Powered by Forestry.md