NBTC - TelCom Tech Crime Prevention 2
หน้า ๒๕
เล่ม ๑๔๓ ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙
ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒)
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ประกอบกับมติ ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๔/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๙ และครั้งที่ ๙/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ เห็นชอบการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติม และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ปรับปรุงประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในข้อ ๗ ของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๗ ผู้ให้บริการมีหน้าที่จำกัดการลงทะเบียนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลธรรมดา ที่ไม่มีสัญชาติไทยและบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนไม่เกินสามเลขหมายต่อหนึ่งคน ต่อหนึ่งผู้ให้บริการ
การยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลธรรมดา ที่ไม่มีสัญชาติไทยให้ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ทั้งนี้ ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนซึ่งไม่มีหนังสือเดินทาง (Passport) ให้ใช้เอกสารยืนยันตัวตน ดังต่อไปนี้แทน
หน้า ๒๖
เล่ม ๑๔๓ ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙
(๑) Travel Document (TD) หรือเอกสารเดินทางเล่มดำ กรณีแรงงานกัมพูชา ออกโดย ทางรัฐบาลกัมพูชา และ Certificate of Identity (CI) หรือหนังสือรับรองบุคคลเล่มสีเขียว กรณีแรงงานเมียนมา ออกโดยทางรัฐบาลเมียนมา และต้องมีเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ ของประเทศไทยประกอบเพิ่มเติม
(๒) บัตรประจำคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) กรณีบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข ๕ ๖ ๗ ๘ และ ๐๐ ออกโดยกรมการปกครอง
(๓) บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรขาว) กรณีบัตรประจำตัวขึ้นต้น ด้วยเลข ๐ ออกโดยกรมการปกครอง
ผู้ให้บริการจะต้องนำเสนอรายละเอียดวิธีการ ขั้นตอน และกระบวนการในการลงทะเบียน และพิสูจน์ยืนยันตัวตนบุคคลผู้ใช้บริการด้วยเอกสารตามวรรคหนึ่ง โดยจัดทำเป็นระบบในช่วงระยะ การทดสอบให้สำนักงาน กสทช. พิจารณาเห็นชอบก่อนนำไปใช้งาน โดยจะต้องแสดงให้เห็นว่าระบบ สามารถควบคุมจำนวนการลงทะเบียนซิม (SIM) ของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย และบุคคลธรรมดา ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน รวมไม่ให้เกินสามเลขหมายต่อหนึ่งผู้ให้บริการ แม้ว่าบุคคลนั้นอาจใช้เอกสารต่างกัน ในการลงทะเบียนแต่ละเลขหมาย โดยต้องมาแสดงตนที่สาขาหรือตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น”
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๙ ของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๙ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ห้ามมิให้เครื่องวิทยุคมนาคมลูกข่ายในโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประเภทซิมบ็อกซ์ (SIM BOX) หรือประเภทเกตเวย์ (Gateway) ที่รองรับจำนวนซิม (SIM) ตั้งแต่สีซิม (SIM) ขึ้นไป เชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมของตน เว้นแต่เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม”
ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ ของประกาศ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘
“ข้อ ๑๑ ผู้รับใบอนุญาตที่ให้บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศต้องไม่นำหมายเลข IP Address ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยไปให้บริการในต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงหมายเลข IP Address ของอุปกรณ์สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการที่นำไปใช้ในต่างประเทศ
ข้อ ๑๒ ผู้ให้บริการมีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการกรณีที่มีการใช้บริการอยู่ ย้อนหลังไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตลอดเวลาที่ใช้บริการ ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูล
หน้า ๒๗
เล่ม ๑๔๓ ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙
เพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยผู้รับใบอนุญาตต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินคดีเท่านั้น
กรณีการให้บริการโทรคมนาคมสิ้นสุดลงผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการตามวรรคหนึ่งไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันวัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา
ทั้งนี้ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เฉพาะข้อมูลของผู้ใช้บริการที่จำเป็นต่อการดำเนินคดีความผิดตามกฎหมาย โดยให้สำนักงาน กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้รับใบอนุญาตร่วมกันกำหนดข้อมูลสำหรับที่ต้องเก็บรักษา
ข้อ ๑๓ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ปฏิเสธการลงทะเบียนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในบัญชีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามฐานข้อมูลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
ข้อ ๑๔ ผู้ให้บริการมีหน้าที่กำหนดระยะเวลาให้ผู้ใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทยเปิดใช้งานซิม (SIM) ที่ได้ลงทะเบียนผู้ใช้บริการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลงทะเบียนผู้ใช้บริการ กรณีผู้ใช้บริการประสงค์จะเริ่มใช้งานภายหลังระยะเวลาดังกล่าว ผู้ให้บริการมีหน้าที่กำหนดให้ผู้ใช้บริการยืนยันตนอีกครั้ง โดยผู้ใช้บริการต้องเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ได้ลงทะเบียนผู้ใช้บริการซิม (SIM) ดังกล่าว”
ประกาศ ณ วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙
ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล
รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รักษาการแทน
เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ