OIC_Noti - Adjuster Data Protection
หน้า ๑๘
เล่ม ๑๔๐ ตอนพิเศษ ๙๘ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๗ เมษายน ๒๕๖๖
ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
เรื่อง แนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยสำหรับการตรวจสอบ และประเมินวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๔
ตามที่ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตและการขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ประเมินวินาศภัย การตรวจสอบ และประเมินวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๓ กำหนดให้ผู้ประเมินวินาศภัยต้องมีความพร้อมในการ ประกอบธุรกิจ โดยต้องมีระบบงานที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะการประกอบกิจการผู้ประเมินวินาศภัย โดยต้องมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบและประเมินวินาศภัย นั้น
เนื่องจากผู้ประเมินวินาศภัยอาจต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้เอาประกันภัย และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการตรวจสอบและประเมินวินาศภัย ดังนั้น เพื่อให้ข้อมูล ของผู้เอาประกันภัยและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจ ตามความในข้อ ๕ แห่งประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตและการขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ประเมินวินาศภัย การตรวจสอบและประเมินวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัยจึงกำหนดให้ผู้ประเมินวินาศภัยกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบและประเมินวินาศภัย โดยต้องมีระบบการบริหารจัดการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยและบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยตามที่กำหนดไว้ในแนวปฏิบัติตามที่แนบท้ายประกาศนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔
สุทธิพล ทวีชัยการ
เลขาธิการ
คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
๑
แนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัย
สำหรับการตรวจสอบและประเมินวินาศภัย
ข้อ ๑ คำนิยาม
ในแนวทางปฏิบัตินี้
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว” หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
“ผู้เอาประกันภัย” หมายความว่า ผู้เอาประกันภัยและบุคคลที่เกี่ยวข้องการตรวจสอบและประเมินวินาศภัย ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
“บริษัท” หมายความว่า บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย และหมายความรวมถึง สาขาของบริษัทประกันวินาศภัยต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย
“ผู้ประเมินวินาศภัย” หมายความว่า ผู้ประเมินวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย
“เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๒ ให้ผู้ประเมินวินาศภัยนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการการได้มาของข้อมูล การเก็บรักษา และการปกป้องข้อมูลของผู้เอาประกันภัย โดยผู้ประเมินวินาศภัยต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นการเพิ่มเติม
ข้อ ๓ ผู้ประเมินวินาศภัยต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งผู้เอาประกันภัย ไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หากผู้ประเมินวินาศภัยพบหรือทราบว่ามีวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเพิ่มเติมจากวัตถุประสงค์เดิมซึ่งนอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (privacy notice) ในปัจจุบัน หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประเมินวินาศภัยจะเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้
๒
ในกรณีที่วัตถุประสงค์ใหม่นั้นจำเป็นต้องอาศัยฐานความยินยอม ผู้ประเมินวินาศภัยจะต้องขอความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่เป็นการเพิ่มเติมด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยต้องทำการปรับปรุงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ใหม่ดังกล่าวและแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่นั้นให้ผู้เอาประกันภัยทราบด้วย โดยอาจแจ้งในช่องทางต่าง ๆ ที่ผู้ประเมินวินาศภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเหมาะสมในการสื่อสารให้ผู้เอาประกันภัยรับทราบ โดยอาจพิจารณาจากช่องทางที่ผู้ประเมินวินาศภัยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยตามปกติ หรือช่องทางที่ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าถึงหรือทราบนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยง่าย เช่น การส่งทางไปรษณีย์ อีเมลหรือข้อความสื่อสารทางโทรศัพท์ (SMS) โดยอาจเป็นช่องทางเดียวกันกับช่องทางที่เคยแจ้งนโยบาย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้ก่อนหน้าก็ได้ และในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยมีการใช้งานเว็บไซต์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัย ให้ผู้ประเมินวินาศภัยประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประเมินวินาศภัยด้วย
ข้อ ๔ ให้ผู้ประเมินวินาศภัยแบ่งประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ดังนี้
(๑) ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล สถานที่ติดต่อ โทรศัพท์ โทรสาร และ อีเมล เป็นต้น
(๒) ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในสิทธิ ศาสนา หรือปรัชญา พฤติกรรมทางการเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อผู้เอาประกันภัย ในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด
นอกจากรแบ่งประเภทการจัดเก็บข้อมูลตาม (๑) และ (๒) แล้ว ในกรณีที่มีการประมวลผลข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงอันจะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้เอาประกันภัยตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ผู้ประเมินวินาศภัยต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๕ ให้ผู้ประเมินวินาศภัยขอความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยสำหรับกรณีที่ไม่อาจอาศัยฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยพิจารณาตามประเภทข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ ๔
ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยต้องขอความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ให้ผู้ประเมินวินาศภัยพิจารณากำหนดวิธีการขอความยินยอมให้เหมาะสมกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตน โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการขอความยินยอมตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยอาจดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้ ก็ได้
(๑) การขอความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ให้ทำโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการดังกล่าวก็อาจขอความยินยอมด้วยวิธีการอื่นได้
๓
เช่น การขอความยินยอมผ่านทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยควรบันทึกเสียงที่ผู้เอาประกันภัยให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไว้เพื่อเป็นหลักฐานการให้ความยินยอมด้วย โดยควรเก็บรักษาไว้ตลอดระยะเวลาที่มีการอาศัยความยินยอมนั้นในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และอาจเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลานานกว่านั้น ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลอดระยะเวลาอายุความตามกฎหมายเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการให้ความยินยอม
(๒) การขอความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้เอาวั คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้ประเมินวินาศภัยปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(๓) การขอความยินยอมในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยจากแหล่งอื่นหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยโดยตรง ซึ่งผู้ประเมินวินาศภัยไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้เอาประกันภัยในขั้นตอนแรกของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การที่ผู้ประเมินวินาศภัยได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัย ผู้กระทำละเมิด ผู้เสียหาย จากบุคคลอื่น ๆ เช่น บริษัทประกันวินาศภัยตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัย หรือพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลในการตรวจสอบและประเมินความเสียหายหรือจัดทำเอกสารหรือหนังสือแสดงความเห็นการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเพื่อยื่นต่อบริษัทประกันวินาศภัยและผู้เอาประกันภัย ในการนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยอาจกำหนดเงื่อนไขในสัญญาระหว่างผู้ประเมินวินาศภัยกับบุคคลผู้ให้ข้อมูลเหล่านั้นว่า บุคคลดังกล่าวให้คำรับรอง (representation and warranty) ว่าได้แจ้งนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัย และได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้วเพื่อให้ผู้ประเมินวินาศภัยสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต้องอาศัยความยินยอมได้
ข้อ ๗ ผู้ประเมินวินาศภัยจะต้องจัดให้ผู้เอาประกันภัยสามารถขอถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยผู้เอาประกันภัยจะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ และจะต้องกระทำได้โดยง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอมเว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เช่น ผู้เอาประกันภัยจะต้องสามารถขอถอนความยินยอมได้ผ่านช่องทางเดียวกันกับที่ใช้ในการให้ความยินยอม โดยไม่ได้มีขั้นตอนเพิ่มเติมที่กำหนดขึ้นเป็นอุปสรรคแก่การขอถอนความยินยอมเช่นว่านั้น และผู้ประเมินวินาศภัยต้องจัดให้มีระบบการบันทึกการถอนความยินยอมดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานด้วย
ข้อ ๘ ในการแจ้งนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประเมินวินาศภัยอาจดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ในนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัยแก่ผู้เอาประกันภัยในเวลาก่อนหรือขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยผู้ประเมินวินาศภัยอาจดำเนินการแจ้งนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบใดก็ได้ เช่น การแนบลิงก์ (link) หรือแสดง QR Code ไปยังนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบนหน้าเว็บไซต์หรือช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ เป็นต้น
๔
ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดต่อผู้เอาประกันภัย ผู้ประเมินวินาศภัยอาจแจ้งนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัยแก่ผู้เอาประกันภัยภายหลังจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลได้ภายในสามสิบวัน โดยควรแจ้งอย่างช้าที่สุดในการติดต่อสื่อสารกับผู้เอาประกันภัยในครั้งแรก เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัยต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยต่อสำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต ตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงาน และระบุเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของสำนักงาน (https://www.oic.or.th) ซึ่งมีการเผยแพร่นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานไว้ ทั้งนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยอาจใช้แบบแนบท้ายแนวปฏิบัตินี้เป็นแนวทางในการจัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัย
(๒) จัดให้มีการแจ้งนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไปก่อนหรือพร้อมกับเอกสารที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลหรือแบบขอความยินยอมการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ ระหว่างผู้ประเมินวินาศภัยกับผู้เอาประกันภัย เช่น การติดต่อสื่อสารซึ่งหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางโทรศัพท์ ตามที่เหมาะสม เป็นต้น และในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยมีการใช้งานเว็บไซต์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัย ให้ผู้ประเมินวินาศภัยประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประเมินวินาศภัยด้วย
ข้อ ๙ ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังผู้รับข้อมูลซึ่งอยู่ต่างประเทศให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๑๐ สถานะของผู้ประเมินวินาศภัย
การประกอบกิจการของผู้ประเมินวินาศภัยภายในได้กฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยมีลักษณะเป็นวิชาชีพเฉพาะซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบและประเมินวินาศภัยของความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ โดยผู้ประเมินวินาศภัยมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินกิจการของตนเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ตลอดจนระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อตรวจสอบและประเมินวินาศภัย หรือจัดทำเอกสารหรือหนังสือแสดงความเห็นการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเพื่อยื่นต่อบริษัทประกันวินาศภัยและผู้เอาประกันภัย ดังนั้น ผู้ประเมินวินาศภัยจึงถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๑๑ ผู้ประเมินวินาศภัยซึ่งมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลยังมีหน้าที่อื่น ๆ เพิ่มเติมดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
๕
(๒) จัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีและธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
(๓) ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ
(๔) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อให้สามารถดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาหรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลหรือตามที่ผู้เอาประกันภัยร้องขอ หรือที่ผู้เอาประกันภัยได้ถอนความยินยอมแล้ว เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(๕) แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
(๖) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างน้อยตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย สำนักงาน และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถตรวจสอบได้
(๗) ในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยในความครอบครองของผู้ประเมินวินาศภัยแก่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัย ให้จัดให้มีสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกันเกี่ยวกับกิจกรรมการประมวลผลนั้น ๆ (Data Processing Agreement) ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลภายนอกที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลผู้ประเมินวินาศภัยอาจพิจารณาเข้าทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับบุคคลภายนอกดังกล่าว (Data Sharing Agreement) เพื่อตกลงหน้าที่เกี่ยวกับกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันก็ได้
(๘) ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ให้การแต่งตั้ง คุณสมบัติและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งหน้าที่ของผู้ประเมินวินาศภัยที่มีต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลขัดต่อกฎหมาย
(๒) จัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ โดยเป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
(๓) แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
๖
(๔) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงาน และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถตรวจสอบได้
(๕) เข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างตนกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
(๖) ในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยซึ่งเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ให้การแต่งตั้งคุณสมบัติและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งหน้าที่ของผู้ประเมินวินาศภัยที่มีต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี หากผู้ประเมินวินาศภัยมีหน้าที่จัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนในกรณีที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว ผู้ประเมินวินาศภัยสามารถให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้
(๗) ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งและนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อ ๑๓ กรณีผู้ประเมินวินาศภัยเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ให้จัดทำนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรเพื่อกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภทและวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งผู้เอาประกันภัย อย่างไรก็ดี หากผู้ประเมินวินาศภัยมีความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไป ผู้ประเมินวินาศภัยก็อาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้ได้ เช่น เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประเมินวินาศภัยไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ให้ผู้ประเมินวินาศภัยยุติการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นผู้เอาประกันภัยได้
ในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประเมินวินาศภัยต้องจัดมีมาตรการให้ผู้ให้บริการภายนอกลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลตามระยะเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน เช่น กำหนดเป็นหน้าที่ในสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกันเกี่ยวกับกิจกรรมการประมวลผลนั้น ๆ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
ข้อ ๑๔ กรณีผู้ประเมินวินาศภัยเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ประเมินวินาศภัยได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ผู้ประเมินวินาศภัยสามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์เดิม โดยต้องกำหนดวิธีการยกเลิกความยินยอมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ผู้เอาประกันภัยที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ประเมินวินาศภัยเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อไปสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้โดยง่าย
๗
ทั้งนี้ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประเมินวินาศภัยแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบ ผ่านช่องทางที่ผู้ประเมินวินาศภัยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยตามปกติ หรือช่องทางที่ผู้เอาประกันภัยสามารถ ทราบถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ดังกล่าวได้โดยง่าย เช่น การส่งไปรษณีย์ อีเมล หรือข้อความสื่อสารทาง โทรศัพท์ (SMS) และในกรณีที่ผู้ประเมินวินาศภัยมีการใช้งานเว็บไซต์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัย ให้ผู้ประเมินวินาศภัยประกาศทางเว็บไซต์ของผู้ประเมินวินาศภัยด้วย ทั้งนี้ ผู้ประเมินวินาศภัยต้องระบุช่องทาง ในการยกเลิกความยินยอมด้วย
หากผู้ประเมินวินาศภัยต้องการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์อื่นเพิ่มเติมจากวัตถุประสงค์เดิม หรือต้องการเปิดเผยหรือดำเนินการประการอื่นที่ไม่ใช่การ เก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เก็บรวบรวมไว้นั้น ผู้ประเมินวินาศภัยต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
กรณีผู้ประเมินวินาศภัยเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ให้จัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่ เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยไว้ก่อนวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ตามแนวทางที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ประเมินวินาศภัยกำหนด
๘
เอกสารแนบท้าย
ให้ผู้ประเมินวินาศภัยซึ่งมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการจัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้เหมาะสมและสะท้อนการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประเมินวินาศภัยแต่ละราย โดยอาจใช้เอกสารแนบท้ายนี้เป็นแนวทางในการจัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
แนวทางการกำหนดนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ (“นโยบายฉบับนี้”) จัดทำขึ้นโดย [โปรดระบุชื่อบริษัทเจ้าของนโยบายฉบับนี้] (“บริษัทฯ”) โดยนโยบายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ผู้เอาประกันภัย (“ผู้เอาประกันภัย” หรือ “ท่าน”) ทราบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนถึงสิทธิตามกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
ข้อ ๑ คำนิยาม
ในนโยบายฉบับนี้
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย
[โปรดระบุคำนิยามอื่น ๆ]
ข้อ ๒ ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ เก็บรวบรวม
ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมมีดังนี้
[โปรดระบุประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ เก็บรวบรวม]
ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือการเข้าทำสัญญากับท่าน หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่างที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน ของบริษัทฯ บริษัทฯ อาจไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ด้านล่างหรือให้บริการแก่ท่านได้อย่างเต็มรูปแบบ หรือท่านอาจจะไม่สามารถใช้บริการของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตาม กฎหมายใด ๆ ที่บริษัทฯ หรือท่านมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม
หากท่านให้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สามแก่บริษัทฯ ท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการขอความยินยอม หรือแจ้งนโยบายฉบับนี้แก่บุคคลที่สามในนามของ บริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในนโยบายฉบับนี้และนโยบาย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงาน
๙
ข้อ ๓ แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทฯ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
(๑) บริษัทฯ ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากท่านโดยตรง โดยบริษัทฯ จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ [โปรดระบุขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง หรือช่องทางที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล]
(๒) บริษัทฯ ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านผ่านทางช่องทางอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ [โปรดระบุบุคคลที่สามที่เปิดเผยข้อมูลหรือช่องทางอื่น ๆ ที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลนั้น]
ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ
(๑) เพื่อการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย ตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานซึ่งสามารถตรวจดูได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน (https://www.oic.or.th)
[โปรดระบุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม]
หากบริษัทฯ อาศัยความยินยอมจากท่านในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมของท่านย่อมไม่กระทบถึงกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้เอาประกันภัยได้ให้ความยินยอมไปแล้วก่อนการถอนความยินยอม
ข้อ ๕ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน
บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านแก่บุคคลภายนอก ดังนี้
(๑) หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ กฎหมาย และข้อผูกพันในการดำเนินงานของสำนักงานทั้งในและต่างประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) บุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัย ตัวแทนประกันภัย ผู้ประเมินวินาศภัย นักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผู้สำรวจภัย บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากกรณีบริษัทประกันภัยต่อ สำนักงานสาขาในไทยของบริษัทประกันภัยต่างประเทศ โรงพยาบาล ศูนย์กู้ชีพ แพทยสภา ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ศูนย์บริหารจัดการกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน (TPA) อุ่ซ่อมรถ ผู้เอาประกันภัย ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ชำระเบี้ยประกันภัย พยาน ผู้รับผลประโยชน์
๑๐
ทายาทโดยธรรม ผู้มีส่วนได้เสีย คู่พิพาท คู่กรณี ผู้เสียหาย ผู้รับมอบอำนาจ เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของบริษัทฯ บุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์ ธุรกรรม หรือติดต่อกับทางบริษัทฯ เป็นต้น
[โปรดระบุประเภทของบุคคลภายนอกผู้รับข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม]
ข้อ ๖ การส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ
[แล้วแต่การดำเนินการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล]
ข้อ ๗ ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
[แล้วแต่การดำเนินการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล]
ข้อ ๘ สิทธิของท่านในฐานะผู้เอาประกันภัย
[โปรดแจ้งสิทธิ ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิ ดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิในการเข้าถึง (๒) สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (๓) สิทธิในการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล (๔) สิทธิในการคัดค้าน (๕) สิทธิในการจำกัดการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล (๖) สิทธิในการถอนความยินยอม (๗) สิทธิ ในการขออนุข้อมูลส่วนบุคคล และ (๘) สิทธิในการร้องเรียน]
ข้อ ๙ วิธีติดต่อบริษัทฯ
ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือต้องการใช้สิทธิในฐานะผู้เอาประกันภัย ท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ ได้ที่
[โปรดระบุข่องทางการติดต่อ ตัวอย่างเช่น
ชื่อบริษัทฯ
- ที่อยู่: [โปรดระบุ]
- เบอร์โทร: [โปรดระบุ]
- อีเมล: [โปรดระบุ]
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO)
- ที่อยู่: [โปรดระบุ]
- เบอร์โทร: [โปรดระบุ]
- อีเมล: [โปรดระบุ]