PDPC_Consult-64

เรื่อง กรมการขนส่งทางบกขอหารือเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๓ (๑) มาตรา ๔ (๕) มาตรา ๖ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง (๒) มาตรา ๒๒
    มาตรา ๒๓ (๑) และ (๔) มาตรา ๒๔ (๔) (๕) และ (๖) มาตรา ๒๖ (๔) และ (๕) (๖) มาตรา ๒๗
    วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา ๓๗ (๑) และมาตรา ๓๙

  2. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
    มาตรา ๔

  3. พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

  4. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

  5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  6. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคง
    ปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕

ข้อหารือ

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แจ้งว่า กรมการขนส่งทางบกมีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินการตาม
พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ดูแลรถและการใช้รถ โดยมีอำนาจหน้าที่ในด้านต่าง ๆ เช่น การจดทะเบียนรถ
การออกใบอนุญาตขับรถ และการดำเนินงานตามภารกิจดังกล่าวมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับทะเบียน
และภาษีรถ ที่อยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก เช่น ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ ชื่อผู้ครอบครองรถ
หมายเลขทะเบียน รายละเอียดเกี่ยวกับเลขตัวรถ หรือเลขเครื่องยนต์ เป็นต้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและ
จัดระเบียบการใช้รถ รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีรถตามกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยปัจจุบัน
มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน
รวบรวมพยานหลักฐาน หรือเพื่อประโยชน์ในการฟ้องคดี รวมถึงทนายความต้องการข้อมูลดังกล่าว
ประกอบการฟ้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาและสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล
แต่แนวทางปฏิบัติในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบก
ยังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงมีประเด็นที่จะขอหารือตามมาตรา ๔ (๕)
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่
การพิจารณาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนี้


๑. กรณีทนายความหรือผู้เสียหายขอทราบข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือข้อมูลอื่นที่อยู่ในความครอบครองของกรมการขนส่งทางบก เพื่อเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครองกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือบุคคลอื่นที่มีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในความครอบครอง ของกรมการขนส่งทางบก เช่น ฟ้องเกี่ยวกับมรดก การแย่งกรรมสิทธิ์ การขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีละเมิด การฟ้องคดีเกี่ยวกับการฉ้อโกง การทำให้เสียทรัพย์ เป็นต้น โดยไม่มีเอกสารหลักฐานจากศาล พนักงานอัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และต้องเรียกให้ทนายความหรือผู้เสียหายนำส่งเอกสารหลักฐานใดประกอบการขอข้อมูล

๒. กรณีทนายความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอทราบข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครอง รถยนต์ เพื่อจะดำเนินการบังคับคดีกับผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และต้องเรียกให้ ทนายความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำส่งเอกสารหลักฐานใดประกอบการขอข้อมูล

๓. การเปิดเผยข้อมูลทะเบียนรถให้แก่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม เช่น การเปิดเผยข้อมูลให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กรมสรรพากรเพื่อสืบหาหลักทรัพย์ประกอบการยืดอายัดทรัพย์สินเพื่อชดใช้ ภาษีอากรที่ค้างชำระ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อประกอบการบังคับตามคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิด หรือเพื่อประโยชน์ในการฟ้องคดี เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก สามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่ เพียงใด และเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจะต้องอ้างฐานอำนาจตาม กฎหมายในการขอข้อมูลหรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่า กรมการขนส่งทางบกมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อมูลข่าวสาร (รวมถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล) ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของกรมการขนส่ง ทางบก จึงถือเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบกก็มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้บัญญัติหลักการไว้ว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะ ใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้


เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม (๒) ฯลฯ ดังนั้น ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กรมการขนส่งทางบกจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะก่อน แล้วจึงพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

สำหรับประเด็นข้อหารือเกี่ยวกับมาตรา ๔ (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น เห็นว่า กรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับตามมาตรา ๔ (๕) จะต้องเป็นการพิจารณาพิพากษาของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรม ทางอาญา ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญา ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด อาญา การพิจารณาความผิดอาญา และการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา แต่จะต้องเป็นการดำเนินงาน ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเท่านั้น แต่การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลโดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิด ผู้กระทำความผิด ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิด ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนการฟ้องคดี และการพิจารณาพิพากษาคดี และไม่ได้เป็นการดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี การวางทรัพย์ หรือกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔ (๕) ดังนั้น ในกรณีที่ทนายความหรือผู้เสียหายขอทราบข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเตรียมการยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง รวมถึงการบังคับคดี ซึ่งไม่ใช่การดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ในกระบวนการที่ได้กล่าวไปแล้ว ข้างต้น ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับ โดยสามารถเทียบเคียงแนวทางการตอบข้อหารือของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำ หน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามสำเนาสรุปการตอบข้อหารือที่ ๙/๒๕๖๖ เรื่อง บริษัท ญ ขอหารือเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ (๕)

ประเด็นข้อหารือที่ ๑ และ ๒ สำหรับการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้ทนายความ ผู้เสียหาย หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กล่าวคือ การเปิดเผยดังกล่าวเป็นกรณีที่เป็น การจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในกรณีนี้หมายความรวมถึงประโยชน์ของบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคล


อาจถูกเปิดเผยให้ทราบด้วย ดังนั้น มาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง จึงอาจใช้เป็นฐานทางกฎหมายสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีที่การเปิดเผยดังกล่าวไม่ใช่การดำเนินการที่เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของหน่วยงานนั้น หรือการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่หน่วยงานนั้นในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ไม่ได้ก่อให้เกิดหน้าที่โดยตรงต่อกรมการขนส่งทางบกที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลหรือหน่วยงานที่ร้องขอเสมอไป แต่เป็นการกำหนดหลักการของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้มีความชอบธรรมตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยการพิจารณาว่าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวถือเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (legitimate interests) ของบุคคลหรือนิติบุคคลใดหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ รวมถึงการพิจารณาว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ ณ เวลาและบริบทของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลว่าอาจมีการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์นั้น ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า การก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย (legal claims) ของบุคคลหรือนิติบุคคลใด ย่อมถือเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ หากกรมการขนส่งทางบกมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพเพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้น การเปิดเผยดังกล่าวก็อาจดำเนินการได้ตามมาตรา ๒๖ (๔) โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยขัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกจะต้องทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง (๒) ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาว่ากรณีใดบ้างที่เห็นว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีปกครอง รวมถึงการบังคับคดี โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งถือเป็นกรณีที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้โดยไม่ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและได้รับความยินยอมก่อนเปิดเผย ตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง (๒)


อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาปรับใช้ฐานทางกฎหมายตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังกล่าว กรมการขนส่งทางบก จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว มีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกรมการขนส่งทางบก อาจพิจารณาการประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) จากหลักเกณฑ์ ๓ ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การทดสอบวัตถุประสงค์ (Purpose Test) เป็นการพิจารณาเหตุผลและ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ว่ามีความชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร

ประการที่สอง การทดสอบความจำเป็น (Necessity Test) เป็นการพิจารณาว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันชอบด้วย กฎหมายนั้น และสามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคล ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าได้หรือไม่ เพียงใด

ประการที่สาม การทดสอบความสมดุลแห่งสิทธิ (Balancing Test) เป็นการพิจารณาขั้นพื้นฐาน ที่จะหว่างประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือ ผู้ครอบครองรถยนต์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีเป็นผู้เยาว์ การพิจารณาขั้นพื้นฐานที่จะหว่างประโยชน์ของบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เช่น ผู้ที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล กับผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เยาว์ อาจจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และจะต้องเปิดเผยข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ใน การก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้ สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อื่นดังกล่าวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ประเด็นข้อหารือที่ ๓ สามารถพิจารณาโดยจำแนกได้เป็นสองกรณี ดังนี้

กรณีที่ ๑ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ และอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวโดยตรง เช่น พนักงานสอบสวนเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาหรือกฎหมายอื่น เห็นว่า หากการขอข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ดังกล่าวเป็นกรณีที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีหน้าที่ตามกฎหมายในการให้ข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็จะถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา


ดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่ และอํานาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้น หรือหน้าที่ของ กรมการขนส่งทางบกที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายได้ ตามความจําเป็น และเหมาะสม เพื่อความชัดเจน

กรณีที่ ๒ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ได้ เป็นการใช้หน้าที่และอํานาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลดังกล่าวโดยตรง แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการทางปกครองหรือการบังคับทางปกครอง หรือเพื่อประโยชน์ ในการดําเนินการทางกฎหมายหรือฟ้องร้องดําเนินคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เป็นต้น การเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวอาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจําเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดําเนินการกิจ เพื่อ ประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อํานาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่สามารถกระทําได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ อย่างอื่นที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยตรง แต่อาจเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้น เช่น การขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิด หรือเพื่อประโยชน์ ในการดําเนินการทางกฎหมายหรือฟ้องร้องดําเนินคดีที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งประโยชน์ ดังกล่าวมีความสําคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีเหล่านี้อาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ที่สามารถกระทําได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องการอํางฐานอํานาจตามกฎหมายในการขอข้อมูล สําหรับกรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม มาตรา ๒๔ (๔) หรือ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งดังกล่าว ไม่จําเป็นต้องอาศัยฐานอํานาจตามกฎหมายอื่น แต่อย่างใด

ในกรณีที่กรมการขนส่งทางบกได้รับการขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กรมการขนส่งทางบกจะต้องพิจารณาดําเนินการ ให้เป็นไปตามมาตรา ๒๖ ซึ่งในกรณีที่เป็นการเปิดเผยให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ และอํานาจตามกฎหมาย อาจถือเป็นกรณีที่เป็นการจําเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สําคัญตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่กรมการขนส่งทางบกสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แต่กรมการขนส่งทางบกจะต้องจัดให้มี มาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนในกรณี


ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวขอให้กรมการขนส่งทางบกเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ เพื่อประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยตรง แต่เป็นกรณีที่เป็น การจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เช่น การขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิด หรือเพื่อประโยชน์ในการฟ้องร้องดำเนินคดี ก็ถือเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการดำเนินการดังกล่าวแล้ว กรมการขนส่งทางบกยังมีหน้าที่ ในการจัดให้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามมาตรา ๓๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ และต้องบันทึกการใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมในบันทึกรายการ (Record of Processing Activities: ROPA) ตามมาตรา ๓๙ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๒๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวด้วย และหากกรมการขนส่งทางบกจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลก็ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพียงเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยมาตรา ๒๒ โดยหลีกเลี่ยงการใช้หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความคาดหวังปกติในบริบทของการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และจะต้องแจ้งให้เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลทราบวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (privacy notice) ตามมาตรา ๒๓ เช่น วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผย ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ตามที่มาตรา ๒๔ ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลตาม (๑) และประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะ ถูกเปิดเผยตาม (๔) ด้วย ส่วนประเด็นการเรียกหรือขอให้มาให้ข้อมูลหรือนำส่งเอกสารหรือหลักฐานใด ๆ เพื่อประกอบการขอข้อมูลนั้น กรมการขนส่งทางบกอาจพิจารณาขอข้อมูลรวมทั้งเอกสารหรือหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องต่อการพิสูจน์สิทธิ เหตุผลความจำเป็น และ/หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องขอ เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามที่เห็นสมควร

อนึ่ง การให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ นี้ เป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยทั่วไป อย่างไรก็ดี การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามคำขอ กรมการขนส่งทางบกต้องพิจารณาให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ด้วย เนื่องจากเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ และในการใช้ดุลพินิจในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลโดยหน่วยงานของรัฐดังกล่าว หากเจ้าของข้อมูลเห็นว่าได้รับความเสียหายก็สามารถใช้สิทธิร้องเรียน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

Powered by Forestry.md