PDPC_Consult-26
เรื่อง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขอหารือในประเด็นเกี่ยวกับ
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ -
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๖
ข้อหารือ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขอหารือเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการร่วม
ลงนามในข้อตกลงการเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วมของเว็บไซต์ ASEAN Access เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรป ดังนี้
-
ข้อมูลผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่นิติบุคคล) ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ อย่างไร -
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer : DPO) ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
กรณีเป็นบุคคลภายนอกหรือภายในองค์กร มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร และองค์กรมีความจำเป็น
ต้องตั้งส่วนงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติงานดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร -
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) หมายถึงตัวนิติบุคคลหรือตัวองค์กรใช่หรือไม่
และจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งบุคคลธรรมดาเพื่อกระทำการแทนนิติบุคคลหรือองค์กรในการปฏิบัติหน้าที่
เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่ หากต้องมีการแต่งตั้งบุคคลธรรมดาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
บุคคลดังกล่าวควรมีคุณสมบัติอย่างไร และจำเป็นต้องเป็นผู้ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูล
(Data Owner) หรือไม่ อย่างไร และควรเป็นบุคคลภายนอกหรือภายในองค์กร -
ขอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในส่วนของ สสว. ในภาพรวม ในการลงนามในข้อตกลงการเป็น
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม (General Data Protection Regulation (GDPR) Joint Controller
Agreement of ASEAN Access) ในการปฏิบัติตามกฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรป ซึ่งระบุหน้าที่
และความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม
ความเห็น
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือ และให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พิจารณาประเด็นข้อหารือของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแล้ว เห็นว่า
ประเด็นหารือที่ ๑ มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ และ “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา ดังนั้น กรณีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมิใช่ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม หรือข้อมูลของนิติบุคคล หากข้อมูลดังกล่าวทำให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ประเด็นหารือที่ ๒ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดกรณีที่ผู้ ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลไว้ในมาตรา ๔๑ คือ
(๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด
(๒) การดำเนินกิจกรรมของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ใน การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอโดยเหตุที่มี ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด
(๓) กิจกรรมหลักของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการ เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖
นอกจากนี้ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจประกาศกำหนดคุณสมบัติ ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยคำนึงถึงความรู้หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจปฏิบัติหน้าที่หรือการกิจอื่นได้ แต่ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องรับรองกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่าหน้าที่หรือการกิจดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ตามนัย มาตรา ๔๒
ดังนั้น โดยหลักการ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงควรมีความรู้หรือความเชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีความเข้าใจในเรื่องมาตรการรักษา
ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และเข้าใจบริบทการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กร โดยมาตรา ๔๑ วรรคเจ็ดแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดว่า เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นพนักงานของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือเป็นผู้รับจ้างให้บริการตามสัญญากับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาคัดเลือกเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคคลภายในองค์กรหรือบุคคลภายนอกที่เป็นผู้รับจ้างตามสัญญา (Outsourced DPO) สสว. จึงควรพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็นขององค์กรว่าสามารถจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยวิธีใด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นที่หารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการจัดตั้งส่วนงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติงานดังกล่าว เห็นว่า มาตรา ๔๒ วรรคสองกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์อย่างเพียงพอ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ และจะให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกจากงานหรือเลิกสัญญาการจ้างด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องสามารถรายงานไปยังผู้บริหารสูงสุดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงได้ โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ได้กำหนดวิธีการหรือแนวทางที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องดำเนินการเพื่อให้การทําหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามกฎหมาย การพิจารณาความจำเป็นในการจัดตั้งส่วนงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือการกำหนดและมอบหมายหน้าที่ของส่วนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร จึงเป็นเรื่องภายในองค์กรที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ตามความเหมาะสม
ประเด็นหารือที่ ๓ มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
กำหนดว่า “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงและลักษณะการดำเนินการแล้ว ในบริบทของกฎหมายนี้ หากองค์กรที่เป็นนิติบุคคลมีอำนาจตัดสินใจหรือดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรดังกล่าวจะถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ต้องมีการแต่งตั้งบุคคลใดเพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอีก โดยส่วนงาน หน่วยงาน ตลอดจนพนักงานและบุคลากรขององค์กรจะไม่มีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลแยกต่างหากจากองค์กร ดังนั้น เมื่อมาตรา ๑๖
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้ สสว.
เป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานตามที่กำหนด สสว. จึงเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ประเด็นหารือที่ ๔ มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
กำหนดว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับแก่การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าการเก็บรวบรวม
ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ได้กระทำในหรือนอกราชอาณาจักรก็ตาม และใช้บังคับแก่ผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่นอกราชอาณาจักรที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ในการดำเนินกิจกรรมการเสนอสินค้าหรือ
บริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร และการเฝ้าติดตามพฤติกรรมของเจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การที่ สสว. ในฐานะนิติบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย
ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประกอบการจากประเทศสมาชิกอาเซียน สสว. จึงถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ซึ่งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น สสว. จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ใน GDPR มาใช้เป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แต่มิได้นำมาบัญญัติเป็นข้อกำหนดทั้งหมด
เช่น กรณีการเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม (Joint Controller) ไม่มีบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ การที่ สสว. มีการลงนามในข้อตกลงการเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม
(General Data Protection Regulation (GDPR) Joint Controller Agreement of ASEAN Access)
จึงจำเป็นต้องศึกษาบริบทกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปหรือกฎหมาย
ของประเทศที่ต้องการให้ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับว่าข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
เพียงใด ทั้งนี้ เนื่องจากมีประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล และในกรณีที่ต้องด้วยเงื่อนไขตามมาตรา ๕ ข้างต้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กำหนดไว้ใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่เงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงข้างต้น
มีการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ซึ่ง สสว. มีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย
ในเรื่องการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๙
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกด้วย
ภายใต้บริบทของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ Joint Controller Agreement อาจมีสภาพบังคับระหว่างคู่สัญญาในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อตกลง) โดย สสว. อาจพิจารณานำแนวทางในการจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement) ตาม ICO Data Sharing: a Code of Practice ของ Information Commissioner's Office (ICO) ของสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://ico.org.uk/for-organisations/guide-to-data-protection/ico-codes-of-practice/data-sharing-code/ มาเป็นแนวทาง เพื่อกำหนดเงื่อนไขของ Joint Controller Agreement ให้สอดคล้องกับ GDPR ได้ และต้องกำหนดให้สอดคล้องกับหน้าที่ของ สสว. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย