PDPC_Consult-32

เรื่อง แพทยสภาพอาหารอาหารกำหนดข้อมูลส่วนบุคคลของใบรับรองแพทย์
ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๖ (๕) (ก) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๗

  2. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐
    มาตรา ๗

  3. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕
    มาตรา ๗

ข้อหารือ

แพทยสภาพอาหารอาหารกำหนดข้อมูลส่วนบุคคลของใบรับรองแพทย์ โดยแจ้งว่าแพทยสภานั้นฐานะองค์กรสภาวิชาชีพที่มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ทำหน้าที่ในการกำหนดและควบคุมมาตรฐานทางวิชาการในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งแพทยสภาได้มี การกำหนดแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากมติคณะกรรมการแพทยสภา ประกอบกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ เป็นต้นมา โดยแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ที่แพทยสภากำหนดดังกล่าว มี ๒ แบบ คือ (๑) ใบรับรองแพทย์ สำหรับการตรวจสอบสุขภาพ (๒) ใบรับรองแพทย์สำหรับใบอนุญาตขับรถ โดยใบรับรองแพทย์ดังกล่าว จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ ของผู้ขอรับใบรับรองสุขภาพ และส่วนที่ ๒ ของแพทย์ ซึ่งในส่วนที่ ๑ จะปรากฏข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ รวมทั้งโรคประจำตัว เป็นต้น โดยเหตุผล ของการมีส่วนที่ ๑ เนื่องจากผู้ป่วยในบางกรณีเข้ารับการตรวจสอบที่สถานพยาบาลที่ออกใบรับรองแพทย์ เป็นครั้งแรก จึงไม่มีประวัติโรคประจำตัวเดิมในเวชระเบียน และต้องให้ผู้ป่วยกรอกและเป็นผู้ยืนยันประวัติ ดังกล่าวด้วยตนเอง แพทยสภาพจึงขอหารือในประเด็น ดังนี้

๑. ในส่วนที่ ๑ ของแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์สำหรับการตรวจสอบพ ๑ บับปี พ.ศ. ๒๕๖๑ และแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์สำหรับใบอนุญาตขับรถ ๑ บับปี พ.ศ. ๒๕๖๔ มีรูปแบบให้ผู้ป่วยกรอกข้อมูล ของตนเองที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวและลงนามรับรอง ได้หรือไม่ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขัดต่อ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ อย่างไร

๒. การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อบุคคลที่สามโดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล สามารถกระทำได้ มากน้อยเพียงใด

๓. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของใบรับรองแพทย์ที่แพทยสภากำหนด

ความเห็น

คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับ การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือของแพทยสภา โดยมีผู้แทนแพทยสภาเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ดังนี้

ตามข้อหารือประเด็นที่ ๑ โดยทั่วไป สถานพยาบาล (หรือนิติบุคคลที่มีสถานพยาบาลในสังกัด) ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพในการให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยได้ ไม่ว่า จะเป็นการบันทึกในเวชระเบียนหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ สารสนเทศของสถานพยาบาล เนื่องจากเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ การรักษาพยาบาลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมิน


ความสามารถในการทำงานของลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ หรือเป็น การปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ ในกรณีที่ไม่ใช่การ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือผู้มีหน้าที่รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ตามนัยมาตรา ๒๖ (๕) (ก) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ สำหรับการกำหนดในแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์ สำหรับการตรวจสุขภาพ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๑ และแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์สำหรับใบอนุญาตขับรถ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ของแพทยสภา ให้ผู้ขอใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพ ต้องกรอกและยืนยันประวัติสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว อุบัติเหตุและการผ่าตัด ประวัติที่เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และประวัติอื่นที่สำคัญ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไรนั้น คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ เห็นว่า การออก ใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามมาตรา ๒๖ (๕) (ก) ด้วย จึงสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ แต่จะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากน้อยเพียงใด จะต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ และเหตุผลความจำเป็นในการขอใช้ใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับ วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรณี ๆ ไปว่าการออกใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพโดยแพทย์ตามวัตถุประสงค์ ของการใช้ใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพดังกล่าวนั้น จะต้องใช้ข้อมูลใดในการพิจารณาบ้าง และจะอาศัย ข้อมูลจากผู้ขอในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงหรือจากแหล่งใด เช่น ใบรับรองแพทย์สำหรับ ใบอนุญาตขับรถ มีความจำเป็นต้องระบุประวัติสุขภาพเกี่ยวกับโรคลมชัก เนื่องจากเป็นโรคประจำตัวหรือสภาวะ ของโรคที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถตามที่แพทยสภากำหนดตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีความจำเป็นในการ พิจารณาออกใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพในกรณีดังกล่าว และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กามการขนส่งทางบกกำหนด นอกจากนี้ ในบางกรณี อาจไม่ปรากฏประวัติสุขภาพเกี่ยวกับโรคลมชักหรือข้อมูลสุขภาพอื่นที่จำเป็นต้องใช้ใน การออกใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพ ในเวชระเบียนหรือระบบสารสนเทศที่สถานพยาบาลเก็บรวบรวมไว้ จึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ผู้ขอใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพแจ้ง และต้องให้ผู้ขอนั้นกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม ด้วย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้แพทย์ออกใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพที่มีข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของผู้ขอ และอาจเกิดปัญหาในการนำใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพไปใช้ได้ ดังนั้น สถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องและแพทยสภา จึงควรพิจารณากำหนดข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ขอใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพต้องกรอกในแบบฟอร์ม ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่วัตถุประสงค์ในการขอใช้ใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพ โดยเป็นไป ตามมาตรฐานวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และหากเห็นสมควรกำหนดให้ผู้ขอใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพยืนยันข้อมูล โดยลงนามรับรองในแบบฟอร์ม ก็สามารถพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ตามความเหมาะสม ตามข้อหารือประเด็นที่ ๒ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ เห็นว่า มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับ ส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไป ตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย...” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลนำข้อมูลนั้นไป เปิดเผยต่อผู้อื่น นอกจากนี้ มาตรา ๒๖ ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ห้ามผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพโดยไม่ได้รับ ความยินยอมโดยขัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม แต่ไม่ได้


ท่ามหรือกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความประสงค์ที่จะเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของตนเองผู้อื่น ในทางกลับกัน มาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจึงย่อมสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน รวมถึงข้อมูลสุขภาพ ไปดำเนินการอย่างใดต่อไปก็ได้ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลสุขภาพ ในใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพต่อบุคคลอื่นโดยเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง (หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทน) จึงสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ตามข้อหารือประเด็นที่ ๓ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตว่า เนื่องจากข้อมูลในใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอ โดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพที่อาจเกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ขอนั้นได้ บุคคลหรือหน่วยงานที่นำใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพดังกล่าวไปใช้ หรือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพดังกล่าวจึงต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้มีความเหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นด้วย ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในการดำเนินการดังกล่าวแพทยสภาอาจพิจารณาระบุคำแนะนำในแบบฟอร์มใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพ หรือกำหนดแนวปฏิบัติหรือคำแนะนำในการใช้ใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพ เพื่อให้บุคคลหรือหน่วยงานที่นำใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพที่ได้รับจากผู้ขอใบรับรองแพทย์/ใบรับรองสุขภาพไปใช้ถือปฏิบัติได้ตามที่เห็นสมควร

Powered by Forestry.md