PDPC_Consult-50

เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอหารือการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐาน
ทะเบียนบ้าน

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๖ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๓๗ (๑)

  2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐
    มาตรา ๓๖ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑

  3. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    พ.ศ. ๒๕๖๑
    มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒

  4. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
    มาตรา ๗ วรรคสาม

  5. พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๔ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๖

  6. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคง
    ปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕
    ข้อ ๔ (๕)

ข้อหารือ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ขอหารือกรณีการจัดทำทะเบียน
รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้าน ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มี
การทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ รวมทั้งให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิตรวจสอบและขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยอาจขอ
เชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อนำมาดำเนินการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรืออาจ
มอบหมายให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือบุคคลอื่นที่เห็นสมควรเป็นผู้จัดทำแทน
ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยในการออกแบบร่างทะเบียนรายชื่อ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้าน สำนักงาน กกต. ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิ
เลือกตั้งของต่างประเทศ รวมทั้งได้ประชุมร่วมกับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และได้จัดทำ
โครงสร้างร่างทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้าน ทั้งนี้ เพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการ
เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้านมีความสอดคล้องและไม่ขัดกับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงขอหารือว่า
การดำเนินการตามสาระสำคัญและโครงสร้างร่างทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้าน
ดังกล่าวข้างต้น มีส่วนได้ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนระเบียบ
ประกาศ และแนวทางที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร


ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาเรื่องหารือดังกล่าวแล้วเห็นว่า สำนักงาน กกต. มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ และกรมการปกครองมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามบทนิยามในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ การที่มาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ โดยในการดำเนินการดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจขอเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เพื่อนำมาดำเนินการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. ซึ่งมีหน้าที่ และอำนาจรับผิดชอบงานธุรการ และดำเนินการเพื่อให้คณะกรรมการบรรลุภารกิจและหน้าที่ตามที่กำหนด ตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลักฐานทะเบียนบ้านและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งถือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของสำนักงาน กกต. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๖ กำหนดว่า เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐ และการจัดทำบริการสาธารณะเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการให้บริการ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการบริหารงานและการจัดทำบริการ สาธารณะในรูปแบบและช่องทางดิจิทัล โดยมีการบริหารจัดการและการบูรณาการข้อมูลภาครัฐและการทำงาน ให้มีความสอดคล้องกันและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยให้หน่วยงานของรัฐ จัดให้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครองตามที่หน่วยงานของรัฐแห่งอื่น ร้องขอ ที่จะเกิดการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งหน่วยงานของรัฐผู้รับข้อมูลดิจิทัลต้องใช้ข้อมูลดังกล่าว ตามวัตถุประสงค์ในหน้าที่และอำนาจของตนเท่านั้น และต้องดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีการเปิดเผยหรือโอนข้อมูลไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล และภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ใน ความครอบครอง หากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หน่วยงานของรัฐนั้นสามารถขอเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่วนบุคคลนั้นจากหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผลได้

ด้วยเหตุนี้ หากการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างสำนักงาน กกต. และสำนัก บริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เป็นไปเพื่อการบริหารงานภาครัฐและการจัดทำบริการสาธารณะ และอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ในหน้าที่และอำนาจของตน และมีการดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีการเปิดเผยหรือโอนข้อมูลไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล และปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ


คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ ประกอบมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักงาน กกต. ก็สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้ตามมาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในขณะที่กรมการปกครองย่อมสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่สำนักงาน กกต. ได้ ตามมาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ทั้งนี้ ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว สำนักงาน กกต. และสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ตามที่กำหนดในมาตรา ๓๗ (๑) ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยข้อ ๔ (๕) กำหนดให้คำนึงถึงหลักการป้องกันเชิงลึก (defense in depth) ที่ควรประกอบด้วยมาตรการป้องกันหลายขั้น (multiple layers of security controls) เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ในกรณีที่มาตรการบางมาตรการมีข้อจำกัดในการป้องกันความมั่นคงปลอดภัยในบางสถานการณ์ ดังนั้น สำนักงาน กกต. จึงควรพิจารณาจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวโดยมีรูปแบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (identity proofing and authentication) ที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ สำนักงาน กกต. อาจพิจารณาดำเนินการตามมาตรฐานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล - เล่ม ๓: ข้อกำหนดของการยืนยันตัวตน (มธอ. ๑๑ เล่ม ๓-๒๕๖๖) ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ในการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. ควรพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๓๑ และลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งแต่ละรูปแบบหรือประเภทได้อย่างถูกต้อง

Powered by Forestry.md