PDPC_Consult-06
เรื่อง ธนาคาร ม. ขอหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ -
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗
ข้อหารือ
ธนาคาร ม. ขอหารือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กรณีการขอความยินยอมในการเปิดบัญชี และการทำธุรกรรมโดยใช้ Facial recognition และกรณีการทำการตลาดกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยมีประเด็นดังนี้
-
กรณีการเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมผ่าน Application Sumo และมีการเก็บรวบรวมและใช้ Facial recognition ของผู้เยาว์ (อายุ ๗ ถึง ๒๐ ปีบริบูรณ์) เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้เยาว์ ธนาคาร ต้องขอความยินยอมหรือไม่ อย่างไร หากต้องขอความยินยอมผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้หรือไม่
-
กรณีการเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมผ่านเครื่อง Virtual Teller Machine (VTM) และ Mobile Banking ธนาคารมีการเก็บรวบรวมและใช้ Facial recognition ของลูกค้าเพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตน ธนาคารจะต้องขอความยินยอมหรือไม่ อย่างไร
-
กรณีธนาคารนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อทำการตลาดกับลูกค้าผู้เยาว์ ธนาคารต้องขอความยินยอมจากผู้เยาว์หรือไม่ อย่างไร หากต้องขอความยินยอม ผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมดังกล่าวด้วยตนเองได้หรือไม่ อย่างไร
-
กรณีธนาคารนำเสนอผลิตภัณฑ์เดิม เช่น นำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภทอื่นให้กับลูกค้าผู้เยาว์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝาก หรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เดิมกับลูกค้าผู้เยาว์ เช่น นำเสนอ บัตร ATM หรือ Mobile banking ธนาคารต้องขอความยินยอมจากผู้เยาว์หรือไม่ อย่างไร หากต้องขอความยินยอมผู้เยาว์สามารถให้ความยินยอมดังกล่าวด้วยตนเองได้หรือไม่ อย่างไร
ความเห็น
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พิจารณาประเด็นข้อหารือของธนาคาร ม. แล้ว มีความเห็นพร้อมข้อสังเกต ดังนี้
ประเด็นหารือที่ ๑
กรณีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ในการเปิดบัญชีธนาคารอาจพิจารณาฐานทางกฎหมายในการเปิดบัญชีเงินฝากของผู้เยาว์โดยอาศัยเหตุตามมาตรา ๒๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กล่าวคือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญา ซึ่งประเด็นความสามารถของผู้เยาว์ในการทำสัญญาและความสมบูรณ์ของสัญญา ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดว่าผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ โดยลำพังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วแต่กรณี แต่หากเป็นกรณี อื่นที่ผู้เยาว์ไม่อาจทำนิติกรรมหรือทำการโดยลำพังได้ การทำนิติกรรมใด ๆ ของผู้เยาว์ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงโดยปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ โดยผลของการไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นโมฆียะกรรมที่อาจถูกบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้ต่อไป ตามมาตรา ๒๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีการเปิดบัญชีเงินฝากของผู้เยาว์ที่หารือดังกล่าวไม่ได้ใช้ “ความยินยอม” เป็นฐานทางกฎหมายตามมาตรา ๒๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
สำหรับกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้เยาว์ โดยวิธีนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial recognition) มาใช้พิสูจน์ยืนยันตัวตนของผู้ทำธุรกรรม ในการดำเนินการดังกล่าวอาจพิจารณาได้ว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีลักษณะตามนัยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามีการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ จึงเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ ตามมาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ดังนั้น ธนาคารจึงต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันตัวตน เมื่อไม่มีเหตุดังกล่าว ก็จะต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักเกณฑ์การขอความยินยอมของผู้เยาว์จะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ประเด็นหารือที่ ๒
เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยวิธีนำเทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้า (Facial recognition) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ ตามนัยมาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่ง
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ธนาคารจึงต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันตัวตน เมื่อไม่มีเหตุดังกล่าวก็จะต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักเกณฑ์การขอความยินยอมจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ประเด็นหารือที่ ๓ สำหรับกิจกรรมการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ธนาคารจะต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับการเปิดบัญชีธนาคาร ม. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยเหตุตามนัยมาตรา ๒๔ (๓) เป็นการจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้นได้ แต่หากการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดเป็นกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องและจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาเกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร ม. จะไม่สามารถอ้างฐานทางกฎหมายตามมาตรา ๒๔ (๓) ได้ ดังนั้น ธนาคาร ม. จึงต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เหมาะสมกรณีใดกรณีหนึ่งตามมาตรา ๒๔ เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ที่เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อทำการตลาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับฐานทางกฎหมายอื่นตามมาตรา ๒๔ (๑) ถึง (๖) จึงควรขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักเกณฑ์การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ส่วนประเด็นเรื่องการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เยาว์ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรสหรือไม่มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสมด้านวุฒิภาวะของผู้เยาว์ในการตัดสินใจเพื่อทำการตลาด ประกอบกับผลกระทบจากการตัดสินใจดังกล่าว จึงเห็นว่า การขอความยินยอมในการทำการตลาดกับลูกค้าที่เป็นผู้เยาว์ดังกล่าว ควรได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย
ประเด็นหารือที่ ๔ สำหรับกรณีนำเสนอผลิตภัณฑ์เดิมหรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เดิมกับลูกค้าผู้เยาว์ ธนาคารจะต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์เดิมหรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เดิม หากไม่ได้เกี่ยวข้องและจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้นตามนัยมาตรา ๒๔ (๓) และไม่สอดคล้องกับฐานทางกฎหมายอื่นตามมาตรา ๒๔ (๑) (๒) (๔) (๕) และ (๖) จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักเกณฑ์การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ส่วนประเด็นเรื่องการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เยาว์ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรสหรือไม่มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีที่ผู้เยาว์อาจให้ความ
ยินยอมโดยลำพังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสมด้านวุฒิภาวะของผู้เยาว์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ประกอบกับผลกระทบจากการตัดสินใจดังกล่าว จึงเห็นว่า การขอความยินยอมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เดิมหรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์เดิมกับลูกค้าที่เป็นผู้เยาว์ดังกล่าว ควรได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย