PDPC_Consult-46

เรื่อง บริษัท X ขอหารือแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๓๗ (๔)

  2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕
    ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๙ และข้อ ๑๒

ข้อหารือ

บริษัท X แจ้งว่า ตามที่มาตรา ๓๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“สคส.”) ไว้ บริษัท X จึงขอสอบถามความชัดเจนของกฎหมายเพิ่มเติม ดังนี้

  1. การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

1.1 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อ สคส. ใช่หรือไม่

1.2 การให้รายละเอียดหรือเอกสารเพิ่มเติมตามข้อ ๙ วรรคสอง ของประกาศดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการร้องขอโดย สคส. เท่านั้นใช่หรือไม่

1.3 หากปรากฏว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ ๑.๑ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งเมื่อใด และหากไม่แจ้งหรือแจ้งเกินกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไรบ้าง

  1. การนับระยะเวลาการแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ๗๒ ชั่วโมง เริ่มขึ้นเมื่อนับแต่ยืนยันได้ว่ามีเหตุอันควรเชื่อที่เป็นไปตามความหมายของ “การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล” แต่ไม่รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบเพิ่มเติมโดยละเอียดและจัดให้มีการระงับผลกระทบของเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ใช่หรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้

ประเด็นตามข้อหารือที่ ๑.๑ เห็นว่า มาตรา ๓๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อ ๕ (๓) ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ (“ประกาศ”) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. โดยไม่ชักช้าภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลประเมินความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๒ ของประกาศดังกล่าวแล้ว หากเห็นว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อ สคส.

ประเด็นตามข้อหารือที่ ๑.๒ เห็นว่า เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับแจ้งข้อมูลในเบื้องต้นจากผู้ใด หรือทราบเองว่ามีหรือน่าจะมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ในเบื้องต้นโดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อ ๕ ของประกาศฯ โดยหากเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลย่อมไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. หรือให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับ สคส. โดยตรง แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลควรเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงไว้ เพราะหากมีกรณีร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีได้รับแจ้งจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มาให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือขอตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง เนื่องจากในการอ้างอิงข้อเท็จของการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามข้อ ๙ วรรคหนึ่ง ของประกาศฯ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับเหตุที่ควรได้รับการยกเว้นดังกล่าว ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอื่นใด ให้ สคส. พิจารณาตรวจสอบตามข้อ ๙ วรรคสอง ของประกาศฯ ทั้งนี้ เนื่องจากการะในการพิสูจน์ว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ (demonstration of compliance) เป็นของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ประเด็นตามข้อหารือที่ ๑.๓ เห็นว่า เมื่อได้ให้ความเห็นในข้อ ๑.๑ แล้วว่า กรณีที่เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อ สคส. จึงไม่ต้องให้ความเห็นในประเด็นตามข้อหารือที่แต่หากจะแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก็ให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นตามข้อหารือข้อที่ ๒ เห็นว่า การนับระยะเวลาในการแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๓๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้ง


เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ ประกอบด้วย โดยข้อ ๕ ของประกาศดังกล่าวกำหนดขั้นตอนการ
ดำเนินการไว้ ดังนี้

(๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ และตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในเบื้องต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบ
เองหรือได้รับแจ้งข้อมูลในเบื้องต้นจากผู้ใด ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (personal data
breach) หรือไม่ ซึ่งต้องกระทำโดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ ๕ (๑) นอกจากนี้ ในกรณีที่พบว่า
เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ให้ดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเพื่อให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดหรือไม่ให้การละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลส่งผลกระทบเพิ่มเติมโดยทันทีเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ ๕ (๒)

(๒) เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิด
ข้อมูลส่วนบุคคลจริง และเป็นกรณีที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดดังกล่าวแก่สำนักงานฯ โดยไม่ชักช้าภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
เท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ ๕ (๓) และดำเนินการตามข้อ ๕ (๔) และ (๕) ของประกาศฯ ในลำดับต่อไป

ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จะต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลแก่ สดส. หรือไม่ และการเริ่มนับระยะเวลาการแจ้งเหตุที่จะต้องกระทำโดยไม่ชักช้าภายใน ๗๒ ชั่วโมง
นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบในเบื้องต้นว่ามี
หรือน่าจะมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แล้วได้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ ๕ (๑) ของประกาศฯ และพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วเห็นว่า
มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง ตามข้อ ๕ (๓) ดังนั้น การนับระยะเวลาการแจ้งเหตุ
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๓๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ประกอบข้อ ๕ (๓) ของประกาศฯ ที่กำหนดให้เริ่มนับระยะเวลา “นับแต่ทราบเหตุ” จึงเริ่มต้นเมื่อผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลได้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่า
มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง กล่าวคือ เมื่อเห็นว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง”
(confirmed breach or a likely breach with a reasonable degree of certainty) โดยจุดเริ่มต้นในการนับ
ระยะเวลาการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี บางกรณี
อาจสามารถพิจารณายืนยันได้ตั้งแต่แรกว่ามีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้นจริง เช่น การส่งข้อมูล
ส่วนบุคคลทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปยังผู้รับที่ผิดพลาด แต่บางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริงหรือไม่ เช่น กรณีที่มีข่าวอ้างว่ามีการเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยมีชอบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือการรั่วไหล
ของข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้ การนับระยะเวลาการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลจะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้น
เมื่อใด ส่วนขั้นตอนการดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเพื่อให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดหรือไม่ให้
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลส่งผลกระทบเพิ่มเติม ในกรณีที่พบว่าเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามข้อ ๕ (๒) ของประกาศฯ เป็นขั้นตอนที่
กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องเร่งรัดดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุดังกล่าวให้การละเมิดข้อมูล


ส่วนบุคคลสิ้นสุดลงหรือไม่ส่งผลกระทบเพิ่มเติมโดยทันทีเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการควบคุมปัญหาในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เช่นเดียวกับการดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อระงับ ตอบสนอง แก้ไข หรือฟื้นฟูสภาพจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว รวมทั้งป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะเดียวกันในอนาคตตามข้อ ๕ (๕)

อนึ่ง สำหรับเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจพิจารณาแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. เป็นระยะ ๆ (notification in phases) โดยแจ้งเหตุเบื้องต้นโดยเร็วเท่าที่จะสามารถกระทำได้แล้ว แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในลำดับต่อมาเมื่อได้ตรวจสอบและทราบรายละเอียดเพิ่มเติม จนกระทั่งการแจ้งเหตุดังกล่าว มีสาระสำคัญครบถ้วนตามข้อ ๖ ของประกาศฯ ก็ได้ และหากมีเหตุอันจำเป็นที่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานฯ ได้ภายใน ๗๒ ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้นแก่ สคส. โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน ๑๕ วันนับแต่ทราบเหตุ โดยให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องแก่ สคส. เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ทำให้แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า เพื่อให้ สคส. พิจารณาต่อไป

Powered by Forestry.md