PDPC_Consult-09
เรื่อง บริษัท ญ. ขอหารือเรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔ (๕)
ข้อกฎหมาย
๑. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๔ (๕) มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง
ข้อหารือ
ผู้หารือในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท ญ. และเป็นทนายความในการดำเนินคดีต่าง ๆ ให้กับบริษัทฯ ด้วย โดยปกติลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากบริษัทฯ ได้ชำระเงินค่าสินค้าโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คให้แก่บริษัทฯ หากเช็คของลูกค้าถูกรนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน บริษัทฯ ในฐานะผู้เสียหายตามกฎหมาย ก็จะดำเนินคดีกับลูกค้าในความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยใช้ทนายความประจำบริษัทฯ เป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาล มิได้นำเช็คไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แต่ประการใด และโดยปกติหากทนายที่รับเรื่องไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่า ผู้สั่งจ่ายเช็คชื่ออะไร ก็จะสอบถามไปทางธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันนับแต่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ธนาคารจะไม่ยอมบอกชื่อผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็ค ให้แก่ทนายความของบริษัทฯ ทราบ แม้ทางบริษัทฯ จะอ้างว่า หากไม่บอก บริษัทฯ จะไม่สามารถฟ้องตัวผู้กระทำความผิดได้ ทำให้เกิดความเสียหายก็ตาม ก็ไม่ได้รับการแจ้งข้อมูลเพื่อประกอบการดำเนินคดี ทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายอยู่หลายครั้ง เนื่องจากฟ้องผิดตัวบ้าง ฟ้องไม่ครบคนที่กระทำความผิดบ้าง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อกฎหมายทราบว่า มาตรา ๔ (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่ “การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ซึ่งผู้หารือมีความเห็นว่า ผู้เสียหายที่แต่งตั้งทนายความยื่น ฟ้องคดีอาญาเอง น่าจะอยู่ในขอบข่ายข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วด้วย เช่น ก่อนจะฟ้องคดี ทนายของผู้เสียหายจะต้องไปคัดทะเบียนราษฎร ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ เพื่อทราบชื่อ ที่อยู่ของจำเลยที่จะถูกฟ้อง ซึ่งสำนักงานเขต หรืออำเภอจะให้คัดสำเนาข้อมูลของบุคคลได้ ซึ่งทนายความจะใช้ประกอบในคำฟ้องต่อไป จึงขอหารือว่า การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นของบริษัทฯ จะสามารถปรับเข้ากับข้อยกเว้นตามมาตรา ๔ (๕) ในส่วนที่บัญญัติว่า “รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ได้หรือไม่ และหากเห็นว่าเข้าข้อยกเว้นได้ บริษัทฯ ขอให้มีคำสั่งแจ้งให้ทุกธนาคารรับทราบต่อไปด้วย
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา ๔ (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดไม่ใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการเพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญา ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดอาญา การพิจารณาความผิดอาญา และการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา แต่จะต้องเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเท่านั้น สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของทนายความ และ/หรือผู้เสียหายในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ในบางกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เช่น การแถลงต่อศาลซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี ย่อมเข้าย้อนรับตามมาตรา ๔ (๕) แต่การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำความผิดอาญาตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา ซึ่งเป็นกระบวนการก่อนการฟ้องคดีและการพิจารณาพิพากษาคดี และไม่ได้เป็นการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔ (๕) กรณีจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตว่า ธนาคารในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับชื่อของผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา ดังนั้น กรณีตามข้อหารือนี้ เมื่อธนาคารได้รับคำขอข้อมูลดังกล่าวจากทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย จึงควรพิจารณาว่า การขอข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเจ้าของบัญชีหรือผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค โดยทนายความ และ/หรือผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการฟ้องคดี อาจเป็นกรณีที่ธนาคารสามารถเปิดเผยได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ เช่น พิจารณาว่าเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่า ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือมีกฎหมายอื่นกำหนดให้ธนาคารต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ธนาคารก็ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต่อไป
อนึ่ง สำหรับการขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งสรุปความเห็นไปยังธนาคารต่าง ๆ โดยตรงนั้น ขอเรียนว่า การตอบข้อหารือนี้เป็นความเห็นและคำแนะนำทางกฎหมายของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ ซึ่งท่านอาจใช้ประกอบดุลพินิจในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องแต่ความเห็นดังกล่าวนี้ไม่ผูกพันการใช้อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมาย ในกรณีที่อาจมีการร้องเรียนตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป