PDPC_Consult-42

เรื่อง สมาคมธนาคารไทยขอหารือว่าข้อมูลที่สถาบันการเงินดำเนินการตามมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือรายชื่อที่หน่วยงานทางการ เช่น ตำรวจ แจ้งมาที่สถาบันการเงิน เข้าข่ายเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมหรือไม่

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๔ (๒) และ (๕) มาตรา ๒๖ (๕) (จ) มาตรา ๒๖ วรรคสาม และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง

  2. พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖
    มาตรา ๔ และมาตรา ๑๒

  3. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มีได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๖
    ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ และข้อ ๙

  4. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖

ข้อหารือ

สมาคมธนาคารไทย (“สมาคมฯ”) แจ้งว่า สถาบันการเงินได้มีการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจมีการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผ่านระบบ Central Fraud Registry (CFR) และข้อมูลที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ (“พระราชกำหนดฯ”) และ/หรือข้อมูลที่ได้รับจากหนังสือของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการบูรณาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า และ/หรือข้อมูลที่ปรากฏในหมายคำสั่งให้อายัดบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง และหมายคำสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจ หรือหน่วยงานทางการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อกำหนดเป็นมาตรการเชิงรุกภายในของแต่ละสถาบันการเงินที่เพิ่มเติมขึ้นกว่าการระงับธุรกรรมตามระยะเวลาที่พระราชกำหนดฯ บัญญัติไว้ เช่น การกำหนดให้ลูกค้าตามรายชื่อที่เข้าข่ายและไม่ผ่านการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) จะต้องดำเนินการให้มีการยุติความสัมพันธ์ในผลิตภัณฑ์/บริการที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน และ/หรือเพื่อไม่ให้มีการสร้างความสัมพันธ์ใหม่โดยไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ หรือให้เปิดบัญชีใหม่ได้ แต่จำกัดช่องทางไม่ให้สามารถใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นต้น สมาคมธนาคารไทยจึงขอหารือการตีความเนื้อหาของประกาศ


คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มีได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๖ (“ประกาศ”) ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมูลดังต่อไปนี้ ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม” ตามคำนิยามในข้อ ๓ ของประกาศฯ หรือไม่

(๑.๑) ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินที่สถาบันการเงินแลกเปลี่ยนกันผ่านระบบ Central Fraud Registry (CFR) ตามข้อกำหนดของพระราชกำหนดฯ

(๑.๒) ข้อมูลที่สถาบันการเงินได้รับจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการบูรณาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) ตามตัวอย่างหนังสือของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งมายังสถาบันการเงิน เพื่อขอทราบข้อมูลบัญชีธนาคาร และขอให้ตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า

(๑.๓) ข้อมูลที่ปรากฏในหมายคำสั่งให้อายัดบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องและหมายคำสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจ หรือหน่วยงานทางการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

(๒) หากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลตามข้อหารือในข้อ (๑) ข้างต้น ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม สมาคมฯ ขอหารือเพิ่มเติม ในกรณีดังนี้

(๒.๑) กรณีที่สถาบันการเงินนำข้อมูลดังกล่าวไปกำหนดเป็นมาตรการภายในของธนาคารเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายในการบริหารความเสี่ยงจากภัยทุจริตที่อาจเกิดกับลูกค้าทั่วไปในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเพื่อดำเนินการตามนโยบายภายในของแต่ละสถาบันการเงินภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ฝนช. (๐๒) ว.๒๒๔/๒๕๖๖ เรื่อง นำส่งแนวโนบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงิน ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖ จะเข้าข้อยกเว้นตามกรณีดังต่อไปนี้หรือไม่

(ก) การปฏิบัติงานดังกล่าวของสถาบันการเงินถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่ได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งจะมีผลให้การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมของสถาบันการเงินในกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของประกาศฯ หรือไม่

(ข) การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมของสถาบันการเงินในกรณีนี้ สามารถตีความว่าเป็นการดำเนินการที่จำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งจะมีผลให้สถาบันการเงินสามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมในกรณีนี้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยขัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่

(๒.๒) กรณีที่สถาบันการเงินเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม โดยปฏิบัติตามพระราชกำหนดฯ และ/หรือปฏิบัติตามหมายคำสั่งให้อายัดบัญชีและธุรกรรมของลูกค้า


ที่เกี่ยวข้อง และหมายคำสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจ หรือหน่วยงานทางการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ถือเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามเหตุผลดังต่อไปนี้หรือไม่

(ก) การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่ได้กระทำ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งจะมีผลให้การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ของสถาบันการเงินในกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของประกาศฯ หรือไม่

(ข) กรณีการปฏิบัติตามพระราชกำหนดฯ เป็นการดำเนินการที่จำเป็นในการปฏิบัติ ตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่อยู่ภายใต้การบังคับตามประกาศฯ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องด้วยมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกำหนดฯ บัญญัติให้การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชกำหนดฯ ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลให้สถาบันการเงินสามารถเก็บรวบรวม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมในกรณีนี้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่

(๒.๓) หากการที่สถาบันการเงินเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติ อาชญากรรม โดยกำหนดเป็นมาตรการภายในของธนาคารเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และ/หรือปฏิบัติ ตามพระราชกำหนดฯ และ/หรือปฏิบัติตามหมายคำสั่ง ถือเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามข้อหารือในข้อ (๒.๑) และ/หรือข้อ (๒.๒) ข้างต้น ระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลที่สถาบันการเงินแลกเปลี่ยนกันผ่านระบบ Central Fraud Registry (CFR) และ/หรือที่สถาบันการเงินจะเก็บรักษาข้อมูลการปฏิบัติตามมาตรการภายใน ของธนาคาร หรือการปฏิบัติตามหมายคำสั่ง สามารถอ้างอิงอายุความตามกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแต่ไม่ จำกัดเพียงระยะเวลาตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือระยะเวลาอายุความ คดีอาญาตามมาตรา ๙๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้หรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้วเห็นว่า ตามข้อ ๓ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองสำหรับการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มิได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๒๖ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ คำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม” หมายความว่า ข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา หรือการรับโทษทางอาญา ที่เป็นข้อมูลที่เป็นทางการหรือรับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการ ดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการกระทำ ความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา หรือการรับโทษทางอาญา ที่สถาบันการเงินได้รับจากกองบังคับการปราบปราม


การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการบูรณาการศูนย์ปฏิบัติการ
แก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) ตามประเด็นที่หารือ (๑.๒)
และข้อมูลที่ปรากฏในหมายคำสั่งให้อายัดบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องและหมายคำสั่งให้ตรวจสอบ
ข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามประเด็นที่หารือ (๑.๓) จึงถือเป็น
ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมตามบทนิยามในข้อ ๓ ของประกาศฯ

ส่วนกรณีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงิน
ที่สถาบันการเงินแลกเปลี่ยนกันผ่านระบบ Central Fraud Registry (CFR) ตามข้อกำหนดในมาตรา ๔
แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่กำหนดให้สถาบัน
การเงินและผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวในระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบ
ธุรกิจนั้นผ่านระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคาร
แห่งประเทศไทย เห็นชอบร่วมกัน ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจมีการกระทำความผิดอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยี ตามประเด็นที่หารือ (๑.๑) นั้น เห็นว่า หากข้อมูลส่วนบุคคลที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนผ่านระบบ
หรือกระบวนการดังกล่าว ถูกนำไปใช้ในการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา
หรือการรับโทษทางอาญา และเป็นข้อมูลที่เป็นทางการหรือรับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่
ตามกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการนั้น จะถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมตามนิยามในข้อ ๓
ของประกาศฯ แต่หากเป็นเพียงข้อมูลที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจมีการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ใน
การสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดอาญา การดำเนินคดีอาญา หรือการรับโทษทางอาญา หรือไม่ใช่ข้อมูล
ที่เป็นทางการหรือรับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องนั้น ก็อาจยังไม่ถือเป็นข้อมูล
ส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมตามประกาศดังกล่าว การจะพิจารณาว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่เปิดเผย
หรือแลกเปลี่ยนกันผ่านระบบหรือกระบวนการดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมหรือไม่
จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

สำหรับประเด็นที่หารือ (๒.๑) (ก) และ (ข) นั้น เห็นว่า ในกรณีที่สถาบันการเงินประสงค์
จะนำข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่สถาบันการเงินได้ล่วงรู้หรือทราบมาจากการดำเนินการ
ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือแหล่งอื่นใด
ไปเก็บรวบรวมและใช้โดยกำหนดเป็นมาตรการภายในของธนาคารเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารความเสี่ยงจาก
ภัยทุจริตที่อาจเกิดกับลูกค้าทั่วไป และเพื่อดำเนินการตามนโยบายภายในของแต่ละสถาบันการเงินเอง หากไม่ใช่
การดำเนินการตามที่บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นกำหนดภายใต้การควบคุม
ของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ก็ไม่ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับ
ประวัติอาชญากรรมที่กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามนัยมาตรา ๒๖
วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามประกาศฯ
ตามข้อ ๔ ของประกาศดังกล่าว จึงต้องปฏิบัติตามประกาศฯ โดยเฉพาะข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๘ ที่ครอบคลุม
การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมที่มีได้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มี
อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทุกกรณี ส่วนการพิจารณาว่าจะต้องปฏิบัติตามข้อ ๕ และข้อ ๙ ของประกาศฯ ด้วย


หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ว่าเข้าข่ายวัตถุประสงค์ตามที่ระบุในข้อ ๕ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) หรือไม่ หากเข้าข่ายวัตถุประสงค์ในข้อ ๕ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) ก็จะต้องปฏิบัติตามข้อ ๕ และข้อ ๙ ของประกาศนี้ด้วย นอกจากนี้ การพิจารณาว่า การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะเป็นกรณีที่ได้รับ ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ สถาบันการเงินที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลจะต้องพิจารณาตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เช่น พิจารณาตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งว่า การดำเนินการดังกล่าวมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการ โดยมีเจตนารมณ์ หรือวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญหรือไม่ และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นต้อง เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ดังกล่าวหรือไม่ หากเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ก็ย่อมถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติ ตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ซึ่งได้รับ ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย แต่หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว และไม่ใช่กรณีอื่นตามมาตรา ๒๖ (๑) ถึง (๕) ก็จะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ในประเด็นที่หารือ (๒.๒) (ก) และ (ข) หากการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมตามที่หารือ เป็นการปฏิบัติตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ ย่อมถือเป็นกรณีที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๒ ของพระราชกำหนดดังกล่าว นอกจากนี้ การดำเนินการ ของหน่วยงานของรัฐตามพระราชกำหนดดังกล่าว อาจถือเป็นการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการ รักษาความมั่นคงทางการคลังของรัฐ รวมทั้งหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับตามมาตรา ๔ (๒) และหากเป็นการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้รู้ถึงการกระทำความผิดอาญา ผู้กระทำ ความผิดอาญา ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งความผิดอาญา การติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดอาญา ตลอดจน การพิจารณาความผิดอาญา หรือการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา ก็ถือเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา ที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๔ (๕) ด้วย ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ให้นำ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับตามมาตรา ๔ ยังคงมีหน้าที่ ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล เรื่อง มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ด้วย

ส่วนการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ของสถาบันการเงิน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอื่นนอกเหนือจากพระราชกำหนดดังกล่าว หรือเป็นการปฏิบัติ ตามหมายหรือคำสั่งของตำรวจ ศาล หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ไม่ได้รับยกเว้น การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ย่อมถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติ ตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม


โดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีความสำคัญเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งอาจถือเป็นการกระทำภายใต้การ ควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตามมาตรา ๒๖ วรรคสามด้วย หากเป็นการดำเนินการ ที่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นผู้สั่งการหรือควบคุมโดยตรง เว้นแต่จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมดังกล่าวเพื่อใช้หรือเปิดเผยในวัตถุประสงค์อื่น

Powered by Forestry.md