PDPC_Consult-69

เรื่อง ข้อหารือกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลของลูกหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๓ (๑) มาตรา ๔ (๕) มาตรา ๑๖ (๑๐) มาตรา ๒๔ (๕) และ (๖) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง
    และวรรคสาม มาตรา ๓๒ (๑) (ก) และ (ข) และมาตรา ๓๙

  2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
    มาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๒๘๓

  3. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
    มาตรา ๔

  4. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑

ข้อหารือ

นาย B แจ้งว่า นาย B เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัด B โดยที่ศาลมีคำพิพากษาคดี ถึงที่สุดให้จำเลยใช้หนี้ แต่ด้วยการสืบทรัพย์บังคับคดี เป็นภาระอย่างยิ่งแก่ใจทุกที่เป็นผู้ชนะคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องไปสืบทรัพย์เอง โดยจะต้องสืบข้อมูลจาก ๑) บัญชีเงินฝากทุกธนาคารของลูกหนี้ ซึ่งธนาคารจะยังคงปฏิเสธ โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และยังไม่มีมติที่ชัดเจนบังคับออกมาจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ๒) โฉนดที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์ และ ๓) รถ ยานพาหนะทางบกและทางน้ำ ซึ่งสร้างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องบังคับตามคำพิพากษา ด้วยเหตุดังกล่าว อาศัยบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๒๕ มาตรา ๔๑ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๖ มาตรา ๖๓ และมาตรา ๑๘๘ และคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ จึงขอให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๑๖ (๖) และ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนี้

  1. ตีความว่า เมื่อใจทุกที่จึงเป็นเจ้าหนี้ถือคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยต้องชำระหนี้ ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกธนาคาร และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ส่งข้อมูลทั้งหมดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

  2. กำหนดแนวปฏิบัติ โดยให้มีบันทึกความเข้าใจแนวปฏิบัติกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กรณีเจ้าหนี้ยื่นหนังสือขอข้อมูลโดยมีหลักฐานคำพิพากษาต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ๑) ธนาคารแห่งประเทศไทย และให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นส่วนกลางในการรวบรวมข้อมูลจากทุกธนาคาร ๒) กรมที่ดิน/สำนักทะเบียน ที่กำกับสิ่งปลูกสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และ ๓) กรมการขนส่งทางบกและกรมเจ้าท่า โดยเมื่อหน่วยงานของรัฐได้ตรวจหลักฐานครบแล้ว ก็ให้มอบข้อมูลทั้งหมดให้แก่ผู้ยื่นขอข้อมูลซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยพลัน


ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าว โดยได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภานายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนกรมบังคับคดีแล้ว รวมทั้งได้เสนอข้อเท็จจริงในประเด็นข้อหารือดังกล่าวให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๖ (๑๐) ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้พิจารณาตีความและวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวแล้ว และได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ ดำเนินการตอบข้อหารือดังกล่าวต่อไป โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในประเด็นข้อหารือดังกล่าวว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการเข้าถึงข้อมูลของลูกหนี้ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของบุคคลอื่นภายนอกคดี เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยการสืบหาหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษา ในคดีแพ่งที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งต้องดำเนินการสืบทรัพย์เบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการยึดอายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ทั้งนี้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการเข้าถึงข้อมูลของลูกหนี้ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของบุคคลอื่นภายนอกคดีที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ แต่ในมาตรา ๒๗๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดกระบวนการดำเนินการในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลทำการได้สวนได้ และเมื่อมีคำขอดังกล่าว หรือเมื่อศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดีในคดีมีในสาร่ ศาลมีอำนาจออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาศาลด้วยตนเองเพื่อการได้สวนเช่นว่านั้นได้ และมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้น ๆ ส่งเอกสาร หรือวัตถุพยานซึ่งอยู่ในความยึดถือหรืออำนาจของผู้นั้นอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ ตามกำหนดและเงื่อนไขใด ๆ ที่เห็นสมควร โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ศาลสามารถใช้อำนาจในการได้สวนให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่จะสามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ นอกจากนี้ มาตรา ๒๘๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง


(ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีบัญชี เอกสาร จดหมาย หรือวัตถุอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ตามคำพิพากษา อยู่ในสถานที่ที่บุคคลอื่นครอบครองอยู่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลออกหมายคืนสถานที่นั้น และเมื่อได้รับคำร้องเช่นว่านี้ ให้ศาลไต่สวนโดยไม่ชักช้า ถ้าเป็นที่พอใจ จากพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำมาสืบหรือที่ศาลได้เรียกมาสืบเองว่ามีเหตุอันควรเชื่อตามที่ร้องขอ ให้ศาลมีอำนาจออกหมายคืนสถานที่นั้นเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบและยึดทรัพย์สินหรือสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็น ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งได้กำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไว้แล้ว ในการดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นาย B ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดไว้ดังกล่าวต่อไปได้

สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นกฎหมายที่กำหนด หลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหลักการทั่วไป ซึ่งไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้ไว้เป็นการเฉพาะ โดยการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของธนาคารหรือสถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานอื่นใด ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการ พิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ จึงไม่ใช่กรณีที่จะได้รับยกเว้นไม่ให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้บังคับตามมาตรา ๔ (๕) หน่วยงานที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว จึงมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ ซึ่งในกรณีที่ธนาคารหรือสถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานอื่นใด ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งจากศาลให้มาให้ถ้อยคำต่อศาลเพื่อการไต่สวน หรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยาน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายอื่น หรือได้รับคำสั่งจากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าวย่อมมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามหมายเรียกหรือคำสั่งดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขอความ ยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ อย่างไรก็ตาม หากธนาคารหรือสถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า หรือหน่วยงานอื่นใด ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ได้รับคำร้องขอจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ควบคุมข้อมูล


ส่วนบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่พิจารณาการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔ ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยหากพิจารณาแล้วเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และประโยชน์ของเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ก็สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม ตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่ใช่กรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ โดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือประโยชน์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว มีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวก็จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ในการพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งดังกล่าว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องพิจารณาซึ่งน้ำหนักว่าประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy) ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะสูญเสียไปจากการเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวหรือไม่ นอกจากนี้ ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใช้สิทธิคัดค้านการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนดังกล่าวตามมาตรา ๓๒ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่พิสูจน์ว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้แสดง ให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า ตามมาตรา ๓๒ (๑) (ก) หรือเป็นไปเพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้อง ตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้อง ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๓๒ (๑) (ข) หรือไม่ โดยในการพิจารณาซึ่งน้ำหนักตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งดังกล่าว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจพิจารณาการประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) จากหลักเกณฑ์ ๓ ประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การทดสอบวัตถุประสงค์ (Purpose Test) เป็นการพิจารณาเหตุผลและ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวว่า มีความชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร

ประการที่สอง การทดสอบความจำเป็น (Necessity Test) เป็นการพิจารณาว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันชอบด้วย กฎหมายนั้น และสามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคล ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าได้หรือไม่ เพียงใด


ประการที่สาม การทดสอบความสมดุลแห่งสิทธิ (Balancing Test) เป็นการพิจารณาขั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องเกินสมควร

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวโดยเห็นว่าเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ (๕) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการเปิดเผยนั้นไว้ในรายการตามมาตรา ๓๙ ด้วย ตามนัยมาตรา ๒๗ วรรคสาม โดยควรพิจารณาบันทึกเหตุผลในการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในการประเมินประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) ตามหลักเกณฑ์ ๓ ประการดังกล่าวไว้ในรายการตามมาตรา ๓๙ ด้วย

อนึ่ง การให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ นี้ เป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยทั่วไปอย่างไรก็ดี ในกรณีของธนาคารหรือสถาบันการเงินของรัฐ กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่าและหน่วยงานของรัฐอื่น ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำร้องขอจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จะต้องพิจารณาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ด้วย เนื่องจากเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ และในการใช้ดุลพินิจในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยหน่วยงานของรัฐดังกล่าว หากเจ้าของข้อมูลเห็นว่าได้รับความเสียหายก็สามารถใช้สิทธิร้องเรียนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปได้นอกจากนี้ ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินธนาคารหรือสถาบันการเงินดังกล่าวมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่บัญญัติหลักการไว้ว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใดกิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม โดยในกรณีที่เห็นสมควร หน่วยงานที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับคำร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล


อาจพิจารณาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และหน่วยงาน ที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไปได้

สำหรับประเด็นที่ขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งความเห็น ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก และกรมเจ้าท่า ด้วยนั้น การตอบข้อหารือนี้เป็นการให้คำแนะนำและคำปรึกษา ทางกฎหมายของคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะได้แจ้งความเห็นตามข้อหารือนี้ไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

Powered by Forestry.md