PDPC_Consult-31
เรื่อง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๔ (๓) มาตรา ๔ วรรคสาม มาตรา ๖ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓
มาตรา ๒๔ (๔) มาตรา ๒๔ (๕) มาตรา ๒๔ (๖) มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ (๕) (๖)
มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๗ (๑) -
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕
และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑/๑ -
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๕ -
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๓๕
ข้อหารือ
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขอหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนี้
-
การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในการใช้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๔ (๓) หรือไม่
-
ผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ และในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกรณีที่ผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่จำเป็นต่อการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานรัฐ จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือสามารถได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับความยินยอม ตามมาตรา ๒๔ (๔) หรือมาตรา ๒๖ (๕) ได้หรือไม่
๒
๓. เมื่อผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาตได้จัดทำรายการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว เสร็จ และได้เสนอรายงานดังกล่าวต่อ สผ. แล้ว จะถือว่า สผ. เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ และการที่ สผ. นำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคล ไปเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อ พิจารณา จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่
๔. การที่ สผ. ได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ศูนย์ข้อมูลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม Smart EIA Plus) เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนตรวจดูได้ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ จะถือว่า สผ. เป็นผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ หากมีข้อมูลส่วนบุคคล ปรากฏอยู่ในรายงานที่ได้เผยแพร่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ สผ. มาเป็นเวลานานก่อนที่จะมีการประกาศ ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (ไม่ได้ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล) สผ. จะต้องนำรายงาน ดังกล่าวออกจากระบบหรือไม่ ทั้งนี้ วิธีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เสนอไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมควรดำเนินการอย่างไร และหากมีกรณีผู้ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลที่ปกปิดในรายงานฯ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการ ผู้ร้องเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ หรือองค์กร พัฒนาเอกชน เป็นต้น ซึ่งร้องขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อมูลกระบวนการมีส่วนร่วมของ ประชาชนภายใต้โครงการ ผู้ร้องมีสิทธิโดยชอบธรรมในการขอเอกสารรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมฉบับเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่
ความเห็น
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือ และให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้พิจารณาประเด็นข้อหารือและรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้แทน สผ. พร้อมผู้แทนบริษัทที่ปรึกษา สิ่งแวดล้อมประกอบการพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
กรณีตามข้อหารือข้อ ๑ เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา ๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวกับบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ซึ่งเป็นการกำหนดข้อยกเว้นเพื่อรองรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการของบุคคล ตลอดจนเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพของบุคคลซึ่งประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือ เป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
๓
การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรม จึงไม่ได้รับยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๔ (๓) จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
กรณีตามข้อหารือข้อ ๒ เห็นว่า ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาตที่มีหน้าที่ในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จึงถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และหากมีการว่าจ้างหรือมอบหมายให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับการว่าจ้างหรือมอบหมายนั้นถือเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
สำหรับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นการดำเนินการตามมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นข้อมูลสุขภาพ ก็ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ได้ เนื่องจากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมถือเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองป้องกันผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต และส่วนได้เสียอื่นใดของประชาชนและชุมชน จากการดำเนินโครงการ หรือกิจการหรือการดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐได้อนุญาตให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ด้วย กรณีที่มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ในโครงการ หรือกิจการ หรือการดำเนินการโดยผู้รับจ้างหรือรับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ก็ถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้น รวมถึงการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่หน่วยงานของรัฐดังกล่าว ตามมาตรา ๒๔ (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย
นอกจากนี้ กรณีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยเป็นการใช้ประกอบการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเช่น ชื่อ-สกุล ที่อยู่ ลายมือชื่อ อาชีพ ภาพถ่ายกิจกรรมการมีส่วนร่วมหรือการจัดรับฟังความคิดเห็น ภาพถ่าย
๔
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ผู้แสดงความคิดเห็น เป็นต้น ผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังคงสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็น หากมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิชั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยถือเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วยเหตุนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) ๒๔ (๕) ๒๔ (๖) หรือ มาตรา ๒๖ (๕) (จ) แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลยังมีหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การแจ้งรายละเอียดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบตามมาตรา ๒๓ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๑ การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๒ โดยเฉพาะในกรณีของข้อมูลตามมาตรา ๒๖ ที่กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองมากเป็นพิเศษ และการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามมาตรา ๓๗ (๑) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลยังคงมีสิทธิและเสรีภาพที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงการให้หรือไม่ให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นหรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนให้กับบุคคลอื่น หากไม่มีกรณีตามกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นดังนั้น กรณีตามที่หารือนี้ สผ. จึงควรสร้างความเข้าใจและความน่าเชื่อถือเพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจและมั่นใจว่าข้อมูลที่ให้ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือรับฟังความคิดเห็นนั้น จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการให้ความร่วมมือ เช่น อาจมีเจ้าหน้าที่ของ สผ. ร่วมลงพื้นที่ที่จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล และ/หรือขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนหรือผู้ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ในการมีส่วนร่วมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความครบถ้วนตามเงื่อนไขการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สผ. อาจพิจารณาทางเลือกอื่นในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยกำหนดหรือส่งเสริมให้ผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานของรัฐที่เก็บรวบรวมข้อมูลในระดับพื้นที่ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น แทนการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบปฐมภูมิ (primary data collection) เพื่อให้การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินต่อไปได้และสำเร็จตามวัตถุประสงค์
สำหรับกรณีที่ผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data use) จากหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้นั้น หากเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงที่สามารถทำได้ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๒) อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแต่แรกมีหน้าที่พิจารณาว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จะสามารถทำได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งหากเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
๕
เพื่อการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อันเป็นกรณีที่ได้พิจารณาแล้วว่าได้รับยกเว้นไม่ต้อง ขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ ก็สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องขอความ ยินยอมตามมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง
กรณีตามข้อหารือข้อ ๓ เห็นว่า การเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อ สผ. ของผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาต เป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ สผ. มีหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา รวมทั้ง สผ. เป็นส่วนราชการ ที่มีภารกิจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประสานการจัดการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบมาตรการและเงื่อนไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของประเทศและสนับสนุน การพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไข เพิ่มเติม ดังนั้น เมื่อผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาตได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ และได้เสนอรายงานดังกล่าวต่อ สผ. แล้ว สผ. จึงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ สามารถเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ โดยถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ (๔) ๒๔ (๖) มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ (๕) (จ) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
กรณีตามข้อหารือข้อ ๔ เห็นว่า เมื่อรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการ พิจารณาตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มี ข้อมูลส่วนบุคคลรวมอยู่ด้วยผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ สผ. จึงถือเป็นการเปิดเผยของ สผ. ในฐานะผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ ที่ได้เก็บรวบรวมและเผยแพร่ไว้ ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ใช้บังคับ จะต้องเป็นกรณีการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับแล้วจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วแก่กรณี
ประเด็นเกี่ยวกับวิธีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เสนอไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมนั้น สผ. มีหน้าที่พิจารณาว่าจะสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่หารือตามมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ แล้วแต่กรณี ได้หรือไม่ เพียงใด โดยพิจารณาตามวัตถุประสงค์ ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ สผ. มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลในกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย หากข้อมูลข่าวสารดังกล่าวปรากฏข้อมูล ส่วนบุคคล ก็ควรพิจารณาซึ่งน้ำหนักถึงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และการไม่รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล
๖
โดยไม่สมควรว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นเพียงใดเพื่อการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ สผ. ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
สำหรับกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ สผ. มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง หรือเปิดเผยข้อมูลในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น เห็นว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจดำเนินการดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงถือเป็นกรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของ สผ. ตามมาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๒๔ (๖) หรือมาตรา ๒๖ (๕) (จ) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้วแต่กรณี และ สผ. มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการดังกล่าว
การเปิดเผยข้อมูลในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้กับหน่วยงานที่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เช่น กรณีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ถือเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ สผ. ต้องพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามหน้าที่และอำนาจของผู้ที่ขอให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ใช้อำนาจขอข้อมูลนั้นต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานตามมาตรา ๔ วรรคสามด้วย
สำหรับการเปิดเผยข้อมูลในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ร้องเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน หรือบุคคลอื่น หากเป็นการขอข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ สผ. มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ ทั้งนี้ สำหรับการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ปรากฏในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีผู้ร้องขอนั้น สผ. ควรพิจารณาซึ่งน้ำหนักว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นเพียงใดเพื่อการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วยประกอบกัน