PDPC_Consult-43
เรื่อง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยของหารือกรณีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป็นข้อมูล
พื้นฐานสำหรับการบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๖ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง (๕) (ค) และ (จ) และ
วรรคสอง มาตรา ๓๗ (๑) มาตรา ๓๙ มาตรา ๗๓ และมาตรา ๙๕ -
พระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๘ -
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
-
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
-
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างใน
รัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม -
ระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๔
ข้อ ๔ และข้อ ๑๒ -
ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การยุติเรื่อง การ
พิจารณา และระยะเวลาในการพิจารณาค่ำร้องเรียน พ.ศ. ๒๕๖๕ -
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕
ข้อหารือ
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ของหารือกรณีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป็นข้อมูล
พื้นฐานสำหรับการบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้แทนการลงเวลาในบัญชีลงเวลา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารบุคคลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ตรวจสอบได้
และน่าเชื่อถือ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการจัดเก็บข้อมูลลายนี้เมื่อพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่งที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน
ของ กทพ. (ยกเว้นพนักงานตำแหน่งหัวหน้าพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษ พนักงานควบคุมเก็บค่าผ่านทางพิเศษ
และพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปฏิบัติงานเป็นกะ) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นต้นมา
ตามบันทึกข้อความ กทพ. ที่ ฝบท/ว ๒๔๔๘ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เรื่อง การจัดเก็บข้อมูลลายนี้เมื่อ
พนักงานและลูกจ้างที่ปฏิบัติงานอาคารสำนักงานและศูนย์ควบคุมทางพิเศษ และได้มีการจัดเก็บข้อมูลใบหน้า
และลายนี้เมื่อของพนักงานและลูกจ้างแทนข้อมูลลายนี้เมื่อที่เคยจัดเก็บไปแล้วซึ่งไม่สามารถใช้งานกับ
เครื่องบันทึกเวลาทำงานระบบใหม่ได้ ตามบันทึกข้อความ กทพ. ด่วนที่สุด ที่ ฝบท/ว ๒๘๒๔ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
เรื่อง การจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและลายนี้เมื่อของพนักงานและลูกจ้างเพื่อใช้สำหรับลงเวลาปฏิบัติงานด้วย
เครื่องบันทึกเวลา โดย กทพ. ได้แจ้งให้พนักงานและลูกจ้างที่ยังไม่เข้าใบการจัดเก็บข้อมูลมาจัดเก็บข้อมูลเป็นระยะ ๆ
ต่อมา กทพ. ได้ออกระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นไป ซึ่งข้อ ๔ ของระเบียบฯ ได้
กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. แจ้งข้อมูลพื้นฐานสำหรับการบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
เช่น ลายพิมพ์นี้วมีอ ข้อมูลใบหน้า เป็นต้น เพื่อให้ฝ่ายบริหารทั่วไปจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลของบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบเวลาเข้าออกงาน การลา การขาดงาน หรือการละทิ้งหน้าที่ สำหรับดำเนินการจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอื่น รวมทั้งการประเมินการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี และได้ออก ประกาศ กทพ. เรื่อง การใช้ระบบบันทึกเวลาทำงานแทนการใช้บัญชีลงเวลาทำงาน ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดให้พนักงานระดับ ๑ - ๖ หัวหน้าแผนก พนักงานระดับ ๗ - ๘ ที่ประจำกองขึ้นไปและลูกจ้าง ที่ทำงานในสำนักงาน (Back Office) เริ่มบันทึกเวลาทำงานในระบบบันทึกเวลาทำงานแทนการบันทึกเวลาทำงาน ในบัญชีลงเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เป็นต้นไป รวมทั้งได้มีบันทึกแจ้งให้ผู้ที่ยังไม่ได้เข้ารับ การจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและลายนี้วมีอเข้ารับการจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถบันทึกเวลาทำงานด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามระเบียบฯ ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึงปัจจุบัน ปรากฏว่ามีผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ที่เข้ารับการจัดเก็บข้อมูลใบหน้าและลายพิมพ์นี้วมีอแล้ว จำนวน ๓,๓๑๔ คน แต่ยังมีพนักงานจำนวน ๑ คน ที่ไม่ยินยอมให้จัดเก็บข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลว่าข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอาจรั่วไหลและทำให้เกิด ความเสียหายแก่พนักงานรายนั้น รวมทั้งได้อ้างถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๖ ซึ่งห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนที่เป็นข้อมูลชีวภาพ เช่น ข้อมูลภาพใบหน้า และข้อมูลลายพิมพ์นี้วมีอ โดยไม่ได้รับความยินยอมโดยขัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งตามข้อบังคับ กทพ. ว่าด้วย พนักงาน พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ ๖๙ กำหนดให้พนักงานต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติ ไว้โดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย จะต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้ ในข้อบังคับนี้ และข้อ ๗๑ (๒) และ (๔) กำหนดวินัยของพนักงานไว้ว่า ต้องไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงและปฏิบัติ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่โดยชอบด้วยระเบียบและข้อบังคับของ กทพ. และต้องสนับสนุน นโยบายของรัฐบาล ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบและข้อบังคับของ กทพ. ไว้ด้วย โดยปัจจุบัน กทพ. ได้จัดซื้อ และติดตั้งเครื่องบันทึกเวลาทำงานซึ่งใช้ข้อมูลชีวภาพ (ข้อมูลใบหน้าและลายพิมพ์นี้วมีอ) เพื่อบันทึกเวลาทำงาน ประจำอาคารต่าง ๆ จำนวน ๘๔ เครื่อง รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๓,๑๔๙,๐๑๐ บาท โดยจัดให้มีมาตรการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการกำหนดสิทธิผู้เข้าถึงข้อมูลชีวภาพดังกล่าวเฉพาะพนักงานแผนกข้อมูลระบบ งานบุคคล กองบริหารทรัพยากรบุคคล ฝ่ายบริหารทั่วไป และมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 แล้ว รวมทั้งได้จัดทำประกาศ กทพ. เรื่อง นโยบายคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๔
เมื่อ กทพ. ได้พิจารณาอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการตามมาตรา ๒๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมถึงข้อ ๔ ของระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึก เวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๔ และข้อ ๖๙ ข้อ ๗๑ (๒) (๔) ของข้อบังคับ กทพ. ว่าด้วย พนักงาน พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๖ จึงขอหารือเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล (ข้อมูลชีวภาพ) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับ การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวข้างต้นดังต่อไปนี้
๑. กทพ. สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพดังกล่าวโดยอาศัยข้อยกเว้น ตามที่กฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ตามความในมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่
๒. กรณีที่ต้องขอความยินยอม หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้ความยินยอม กทพ. สามารถดำเนินการอย่างไรเพื่อให้พนักงานและลูกจ้างบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร
ความเห็น
คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
ประเด็นตามที่หารือข้อ ๑ เห็นว่า กทพ. เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดย กทพ. ได้กำหนดให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลภาพจำลองใบหน้า และข้อมูลจำลองลายนิ้วมือของผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการบันทึกเวลาทำงานตามที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งการบริหารจัดการภายในองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยมีการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. มาใช้ทำให้สามารถยืนยันตัวตนของบุคคลนั้น ที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ สำหรับการบันทึกเวลาทำงาน โดยกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. แจ้งข้อมูลพื้นฐานซึ่งรวมถึงข้อมูลภาพจำลองใบหน้า และข้อมูลจำลองลายนิ้วมือของตนให้ฝ่ายบริหารทั่วไปของ กทพ. จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลของบุคคล และนำมาใช้เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตนของบุคคล ตามนัยข้อ ๔ ของระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๔ การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ (biometric data) ตามนัยมาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (หรือที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาบัญญัติว่า “ข้อมูลชีวมาตร” หรือ “ข้อมูลชีวมิติ”) ดังนั้น การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลชีวภาพดังกล่าวต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งหากไม่เข้าย้อยกเว้นตามมาตรา ๒๖ (๑) ถึง (๕) จะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพของ กทพ. ตามระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการบันทึกเวลาทำงาน และใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบเวลาเข้าออกงาน การลา การขาดงาน หรือการละทิ้งหน้าที่ สำหรับดำเนินการจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอื่น รวมทั้งการประเมินการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี และการบริหารจัดการภายในองค์กรที่เกี่ยวข้อง คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ เห็นว่า การพิจารณาว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพดังกล่าว เป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ จะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบดังนี้ (๑) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับ (๒) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน (๓) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และ (๔) เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้าองค์ประกอบข้างต้น ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลดังกล่าว ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
ในการดำเนินงานของนายจ้าง นายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในกรณีของรัฐวิสาหกิจ โดยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิ และประโยชน์ต่าง ๆ ของลูกจ้างหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ในท่านองเดียวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้น นายจ้างที่เป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจจึงมีหน้าที่ในการดูแล และคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างในการได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้าง ที่ลูกจ้างพึง ได้รับตามกฎหมาย รวมทั้งกำกับดูแลเวลาทำงานและชั่วโมงทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลของ กทพ. ในฐานะนายจ้าง ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น จึงถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนบุคคลที่เป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ซึ่ง กทพ. จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ/หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่มีประเด็นที่ กทพ. จะต้องพิจารณาด้วยว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติ ตามสิทธิหรือหน้าที่ของ กทพ. หรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ เพียงใด ในกรณีที่ กทพ. เห็นว่า การเก็บรวบรวม ข้อมูลชีวภาพสำหรับการบันทึกเวลาทำงานเป็นสิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของ กทพ. หรือผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย เช่น เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตในการ บันทึกเวลาทำงานแทนกัน โดยได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วว่า หากไม่ดำเนินการเช่นนั้น กทพ. จะไม่สามารถ ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานได้ กทพ. ก็อาจยกกรณีดังกล่าว เป็นข้อยกเว้นการได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ค) ได้ แต่ กทพ. จะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
ในกรณีที่ กทพ. เห็นว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพสำหรับการบันทึกเวลาทำงาน ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของ กทพ. หรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ค) เช่น ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่ามีปัญหาการทุจริตในการบันทึกเวลาทำงานของผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. หรือยังไม่แน่ชัดว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว หรือยังมีมาตรการอื่นที่ไม่ต้องใช้ ข้อมูลชีวภาพที่อาจแก้ปัญหาได้ผล ซึ่ง กทพ. ยังไม่ได้พิจารณาดำเนินการ ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ ของผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ดังกล่าว ไม่ได้รับยกเว้นการขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง กทพ. ก็อาจพิจารณา ขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามนัยมาตรา ๑๙ ประกอบมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง โดยการขอความยินยอมจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย
สำหรับประเด็นตามข้อหารือที่ ๒ เห็นว่า ในกรณีที่ กทพ. พิจารณาแล้ว เห็นว่า การเก็บรวบรวม ข้อมูลชีวภาพเพื่อวัตถุประสงค์ในการบันทึกเวลาทำงาน ไม่ได้รับยกเว้นการขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง จากผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง แต่ผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ไม่ให้ความยินยอมในการเก็บ รวบรวมข้อมูลชีวภาพดังกล่าว กทพ. อาจต้องพิจารณาต่อไปว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ เป็นกรณีที่มี
ความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการบันทึกเวลาทำงานและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพียงใด โดยมาตรา ๑๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติว่า “ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึงอย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ” ซึ่งเป็นการกำหนดหลักความเป็นอิสระในการให้ความยินยอม โดยกำหนดว่า ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันกรณีการบังคับให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ความยินยอมเป็นเงื่อนไขในการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการใด ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือไม่มีความเกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกรณีที่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และมีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก็ย่อมสามารถกำหนดเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ในการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการนั้นได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๙ วรรคสี่ แต่จะต้องเก็บรวบรวมเท่าที่จำเป็นตามนัยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
ดังนั้น ในการบันทึกเวลาทำงานของพนักงานและลูกจ้างและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้าง หาก กทพ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพมีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามสัญญาจ้าง และ กทพ. จะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้หากไม่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพ กทพ. ก็อาจพิจารณากำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติงานและการดำเนินการด้านการบริหารงานบุคคลของพนักงานและลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างว่า จะต้องให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพดังกล่าว โดยแจ้งความจำเป็นในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว เพื่อวัตถุประสงค์ในการบันทึกเวลาทำงาน การตรวจสอบเวลาเข้าออกงาน การลา การขาดงาน หรือการละทิ้งหน้าที่ รวมทั้งเพื่อการดำเนินการจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนอื่น และการประเมินการเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีของพนักงานและลูกจ้าง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ ทั้งนี้ กทพ. จะต้องแจ้งผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถอนความยินยอม ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ตามนัยมาตรา ๒๓ (๒) และมาตรา ๑๙ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
แต่หาก กทพ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลชีวภาพนั้นไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามสัญญาจ้างตามมาตรา ๑๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กทพ. จะต้องจัดให้มีวิธีการอื่นในการบันทึกเวลาทำงานและการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง สำหรับพนักงานหรือลูกจ้างที่ไม่ให้ความยินยอมหรือถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพดังกล่าวด้วย โดยอาจกำหนดในลักษณะเดียวกับที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๒ ของระเบียบวิธีปฏิบัติงานของ กทพ. ว่าด้วย การบันทึกเวลาทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานลงลายมือชื่อมาทำงานและลงลายมือชื่อออกจากการทำงานในบัญชีลงเวลาทำงานในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานมีความผิดปกติทางร่างกายหรือระบบบันทึกเวลาทำงานขัดข้องจนไม่สามารถบันทึกเวลาได้ ทั้งนี้ในการขอความยินยอมจากพนักงานและลูกจ้าง กทพ. ในฐานะนายจ้าง ควรใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักความเป็นอิสระในการให้ความยินยอมของพนักงานและลูกจ้างตามมาตรา ๑๙ วรรคสี่ด้วย
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ เห็นว่า ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ กทพ. ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว หรือเกิดกรณีได้แย้งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้นั้นย่อมมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามมาตรา ๗๓ โดยยื่นคำร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การยุติเรื่อง การพิจารณา และระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องเรียน พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเรื่องร้องเรียนและมีคำสั่งตามหน้าที่ และอำนาจต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น กทพ. จึงควรแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานผู้นั้นทราบ และพิจารณาใช้สิทธิร้องเรียนต่อไปตามความเหมาะสม
อนึ่ง เนื่องจากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลชีวภาพ โดยธรรมชาติอาจมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้ค่อนข้างสูง กทพ. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับสำหรับหน่วยงานหรือกิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ในการดำเนินการประกอบกัน เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิชั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของพนักงานและลูกจ้างในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยมาตรการดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนดตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๓๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ กทพ. ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ใช้บังคับ โดยบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์เดิม และสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่มาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ กำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องกำหนดวิธีการยกเลิกความยินยอมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้โดยง่ายด้วย ดังนั้น การเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของ กทพ. ที่ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เพื่อวัตถุประสงค์ในการบันทึกเวลาทำงานของผู้ปฏิบัติงานของ กทพ. และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เดิมก็สามารถเก็บรวบรวม
และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ และในกรณีที่ กทพ. ได้ใช้ฐานทางกฎหมายอื่นไปแล้ว เช่น ได้รับความยินยอม โดยขัดแจ้ง หรือเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ที่สำคัญตามมาตรา ๒๖ (๕) (จ) แล้วแต่กรณี โดยได้แจ้งรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลทราบตามมาตรา ๒๓ (privacy notice) และมีการบันทึกรายการตามมาตรา ๓๙ ในกรณีที่ กทพ. เห็นควรเปลี่ยนแปลงฐานทางกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวทางการตอบข้อหารือนี้ กทพ. ควรพิจารณา แจ้งรายละเอียดที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบอีกครั้ง (re-notice) รวมทั้ง แก้ไขหรือปรับปรุงการบันทึกรายการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงด้วย เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสต่อ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
อนึ่ง การให้คำแนะนำและคำปรึกษาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ นี้ เป็นการให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยทั่วไป แต่ในกรณีที่มี เรื่องร้องเรียนหรือมีการตรวจสอบการกระทำใด ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานอื่น ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรย่อมเป็นไปตามข้อกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง