PDPC_Consult-54

เรื่อง บริษัท Y หารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๖ มาตรา ๒๙ มาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง (๒) วรรคสอง วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด และมาตรา ๔๒

  2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๖

ข้อหารือ

บริษัท Y แจ้งว่า ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ออกประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๖ บริษัท Y ขอหารือแนวทางการปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว จำนวน ๑๐ ประเด็น ดังนี้

  1. ในกรณีที่บริษัท Y เป็นผู้ให้บริการระบบ ATM และระบบ Prompt Pay ให้กับธนาคาร โดยบริษัท Y เป็นผู้รับจ้าง (outsourcing) ให้แก่ธนาคาร ซึ่งบริษัท Y ทำหน้าที่พัฒนาระบบ ATM และระบบ Prompt Pay ให้สามารถใช้งานได้ตามความต้องการของลูกค้า และบริษัท Y มีหน้าที่เฝ้าระวัง (monitor) การใช้งาน ระบบงานให้สามารถใช้งานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยบริษัท Y มีการจัดเก็บข้อมูลรายการที่มีการทำธุรกรรมเบิกเงินสด หรือรายการโอนเงิน Prompt Pay ของระบบธนาคาร โดยข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดเก็บไว้ ตามระยะเวลาที่ได้ตกลงร่วมกันระหว่างบริษัท Y กับธนาคารเท่านั้น ข้อมูลการทำรายการ (log) จะนำมาใช้ เฉพาะกรณีที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลการทำรายการของลูกค้า และมีหนึ่งธนาคารที่ให้บริษัท Y ดำเนินการ อายัดบัตร ATM ให้กับลูกค้าแทนธนาคารด้วย โดยการอายัดบัตรดังกล่าว บริษัท Y จะต้องใช้ข้อมูลชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และวันเกิด ในการยืนยันตัวตน เพื่อดำเนินการอายัดบัตรต่อไป จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้ มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

  2. ในกรณีที่บริษัท Y ให้บริการเป็นผู้รับ-ส่งข้อมูลให้แก่ธนาคารสมาชิกของบริษัท Y เพื่อให้ลูกค้า สามารถทำรายงานฝากเงินข้ามธนาคาร หรือให้ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) / ผู้ถือ


บัตร UPI สามารถดูเงินสดผ่านธนาคารได้ โดยบริษัท Y ไม่เห็นข้อมูลที่มีการส่งผ่านระบบของบริษัท Y เนื่องจากมีการเข้ารหัส (encrypt) ข้อมูล แต่มีการจัดเก็บ log เพื่อใช้ในการตรวจสอบรายงานกรณีที่มีข้อพิพาท (dispute) เท่านั้น โดยบริษัท Y มีหน้าที่เฝ้าระวัง (monitor) การใช้งานระบบงานให้สามารถใช้งานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๓. ในกรณีที่บริษัท Y เป็นผู้ให้บริการระบบ eTax Solution โดยเป็นบริการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้กับลูกค้าของธนาคาร (ผู้ประกอบการ และผู้ขาย) โดยบริษัท Y ได้มีการเก็บข้อมูลของผู้ซื้อซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ซื้อ โดยบริษัท Y ไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ได้รับจากแหล่งอื่นแต่อย่างใด ระบบจะระบุข้อมูลตามที่ได้รับมาจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือธนาคาร จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๔. ในกรณีที่บริษัท Y เป็นผู้ให้บริการระบบ TrustBiz โดยบริษัท Y มีการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อใช้ในการลงทะเบียนและพิสูจน์ตัวตนบนระบบ รวมถึงมีการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้งานในแต่ละครั้งที่มีการลงนามเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๕. ในกรณีที่บริษัท Y ให้บริการระบบ ICAS กับธนาคาร ซึ่งเป็นระบบที่ธนาคารจะสแกนเช็คเข้าระบบและส่งต่อไปยังบุคคลที่สาม (หน่วยงานกลาง) โดยบริษัท Y จะได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่ระบุอยู่ในเช็คของธนาคารมาเก็บไว้ที่ระบบของบริษัท Y และจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตลอดระยะเวลาของสัญญา จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่


๖. ในกรณีที่บริษัท Y ให้บริการระบบ e-Contract กับลูกค้า โดยเป็นบริการที่ให้ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ (เช่น สัญญา ใบเสนอราคา เป็นต้น) โดยก่อนที่ผู้ใช้งานระบบงานแต่ละคนจะสามารถลงนามด้วยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ จะต้องยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานคน ๆ นั้นก่อน โดยบริษัท Y จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไว้ที่บริษัท Y เป็นระยะเวลา ๑๐ ปี เนื่องจากอายุความที่จะใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีอายุความ ๑๐ ปี จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๗. ในกรณีที่บริษัท Z ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Y ให้บริการระบบ Signing ในไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัท Z จะได้รับไฟล์ข้อมูลเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จากลูกค้า เมื่อได้รับไฟล์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัท Z จะนำไฟล์ดังกล่าวมาลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าในไฟล์นั้น แล้วส่งกลับไปให้ลูกค้าซึ่งบริษัท Z ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมาแต่อย่างใด บริษัท Z จะต้องทำตามคำสั่งของลูกค้า โดย บริษัท Z ไม่ได้มีการติดตาม (track) เฝ้าสังเกต (monitor) วิเคราะห์ หรือทำนายพฤติกรรมทัศนคติ หรือลักษณะเฉพาะบุคคลใด ๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมา จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Z ในเครือของบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๘. ในกรณีที่บริษัทในเครือของบริษัท Y ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยืนยันตัวตนให้กับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โดยก่อนที่บริษัทในเครือของบริษัท Y ออกใบรับรองดังกล่าวให้กับลูกค้า บริษัทในเครือของบริษัท Y จะต้องขอเอกสารประกอบ ซึ่งมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อยืนยันตัวบุคคลที่มีอำนาจ และบุคคลที่มาดำเนินการติดต่อขอใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัทในเครือของบริษัท Y มีอำนาจตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้อย่างไร ระยะเวลานานเท่าใด จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัทในเครือของบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๙. ในกรณีที่บริษัท Y เป็นผู้ให้บริการยืนยันตัวตนของนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา เพื่อใช้ในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัท Y มีความจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการยืนยันตัวตนให้กับลูกค้า จึงขอหารือว่า กรณีดังกล่าวข้างต้นเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๕ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล


ส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ หรือไม่ โดยบริษัท Y จะต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

๑๐. ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่กำหนด ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถเป็นบุคคลภายในองค์กรได้ แต่จะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติ หน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ถ้าบริษัท Y แต่งตั้งพนักงานในฝ่ายกฎหมาย แต่พนักงานคนดังกล่าวจะต้อง ใช้สำเนาบัตรของกรรมการ เพื่อประกอบการทําสัญญา หรือได้รับข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อปฏิบัติตามสัญญา ในกรณีเช่นนี้ บริษัท Y สามารถแต่งตั้งพนักงานคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาเรื่องหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้

ประเด็นข้อหารือที่ ๑ ถึง ๙ เห็นว่า มาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่การดำเนิน กิจกรรมของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) โดยข้อ ๔ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่การดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลัก (core activities) จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคล เป็นจำนวนมาก (on a large scale) ตามข้อ ๕ และข้อ ๖ ของประกาศดังกล่าว ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลของตน โดยข้อ ๕ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาว่าการดำเนินกิจกรรมใด ที่ถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ และข้อ ๖ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาว่าการดำเนินกิจกรรมใดที่ถือว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale)


ดังนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่จะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบกับประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖
ดังกล่าว จะต้องมีเงื่อนไขทั้ง ๓ ประการ คือ

(๑) มีการดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ควบคุม
ข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือ
ระบบอย่างสม่ำเสมอ (regular and systematic monitoring of data subjects) ตามข้อ ๕ ของประกาศฯ
โดยข้อ ๕ วรรคหนึ่ง กำหนดเป็นหลักการว่า การดำเนินกิจกรรมใดที่มีการติดตาม (track) เฝ้าสังเกต
(monitor) วิเคราะห์ หรือทำนายพฤติกรรม ทัศนคติ หรือลักษณะเฉพาะของบุคคล (profile) ซึ่งโดยทั่วไป
การดำเนินการดังกล่าวจะมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ (systematic)
และเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นปกติธุระ (regular) ให้ถือว่ามีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล
หรือระบบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ข้อ ๕ วรรคสอง ได้กำหนดให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลที่มีลักษณะหรือรูปแบบเฉพาะตามตัวอย่างที่กำหนด ถือเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบ
ข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอด้วย

(๒) การดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม (๑) นั้น
เป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale) ตามข้อ ๖ ของประกาศฯ โดยข้อ ๖
วรรคหนึ่ง กำหนดเป็นหลักการว่า การพิจารณาว่าการดำเนินกิจกรรมใด เป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคล
เป็นจำนวนมาก (on a large scale) ให้พิจารณาซึ่งน้ำหนักจากปัจจัย ๔ ข้อ ได้แก่ ๑) จำนวนหรือสัดส่วน
ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ๒) ปริมาณ ประเภท หรือลักษณะของข้อมูลส่วนบุคคลที่มี
การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ๓) ระยะเวลา (duration) หรือความคงอยู่ (permanence) ของการเก็บรวบรวม
ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ ๔) ขอบเขตการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร หรือตามขนาดพื้นที่
หรือจำนวนประเทศ นอกจากนี้ ข้อ ๖ วรรคสอง ได้กำหนดให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลที่มีลักษณะหรือรูปแบบเฉพาะตามตัวอย่างที่กำหนด ถือเป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็น
จำนวนมาก (on a large scale)

(๓) การดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม (๑) และ (๒)
นั้น จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลัก (core activities) ตามบทนิยามคำว่า “กิจกรรมหลัก
(core activities)” ในข้อ ๓ ของประกาศฯ ซึ่งหมายถึงการดำเนินการที่จำเป็นและมีความสำคัญเพื่อบรรลุ
วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักในการดำเนินงานในกิจการหรือภารกิจของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล


หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า แต่ไม่รวมถึงกิจกรรมเสริมที่เป็นเพียงงานสนับสนุนในการดำเนินงานของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับงานสนับสนุน ด้านบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงาน

ตามประเด็นข้อหารือที่ ๑ ถึง ๗ บริษัทฯ Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี มีฐานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (data processor) ซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนประเด็นข้อหารือที่ ๘ และ ๙ บริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี มีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (data controller) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามบทนิยามในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยในที่นี้ ข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ข้อมูลส่วนบุคคลจึงอาจเป็นข้อมูลที่มีตัวระบุ ทางตรง (direct identifier) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขลูกค้า ชื่อบัญชีผู้ใช้งาน (username) ในระบบสารสนเทศ หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail address) เฉพาะตัวของบุคคล เป็นต้น หรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลได้จากข้อมูลที่เป็นตัวระบุทางอ้อม (indirect identifiers) เช่น วันเดือนปีเกิด อายุ ตำแหน่งงาน สังกัด วันเดือนปีที่เข้ารับบริการ ที่อยู่ และ IP address เป็นต้น ก็ได้ ดังนั้น แม้ข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย จะเป็นข้อมูลที่มีการเข้ารหัส (encryption) หรือข้อมูลการทำรายการ (log) ก็อาจถือเป็นข้อมูล ส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งบริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามประเด็นข้อหารือที่ ๑, ๒, ๔, ๘ และ ๙ แล้ว จะเห็นว่า การดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท Y หรือบริษัทในเครือ ของบริษัท Y แล้วแต่กรณี ตามประเด็นที่หารือดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลัก (core activities) และมีลักษณะที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ ตามข้อ ๕ ของประกาศ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ ตามข้อ ๕ วรรคหนึ่ง และ/หรือ ข้อ ๕ วรรคสอง (๑) หรือ (๒) เช่น การให้บริการระบบ ATM และระบบ Prompt Pay ให้กับธนาคาร โดยธรรมชาติจะต้องมีการติดตาม (tracking) หรือเฝ้าสังเกต (monitoring) การใช้บริการของลูกค้าที่เป็น


เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ (systematic) และเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นปกติธุระ (regular) และอาจมีการวิเคราะห์ หรือทำนายพฤติกรรม ทัศนคติ หรือลักษณะเฉพาะของบุคคล (profiling) อย่างเป็นระบบ (systematic) และเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นปกติธุระ (regular) ด้วย จึงถือว่ามีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ ตามข้อ ๕ ของประกาศดังกล่าว จึงมีประเด็นที่บริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี จะต้องพิจารณาเพียงว่า การดำเนินกิจกรรมในแต่ละกรณีดังกล่าวนั้นเป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale) เมื่อพิจารณาซึ่งน้ำหนักจากปัจจัย ๔ ข้อตามข้อ ๖ วรรคหนึ่งของประกาศฯ หรือมีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งในข้อ ๖ วรรคสอง เช่น มีจำนวนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ รายขึ้นไป ตามข้อ ๖ วรรคสอง (๑) หรือเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือผู้รับบริการ ตามการดำเนินงานปกติโดยผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ตามข้อ ๖ วรรคสอง (๒) ของประกาศฯ หรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale) ก็จะถือว่าเข้าเงื่อนไขครบ ๓ ประการ ในการจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตน ส่วนประเด็นข้อหารือที่ ๓, ๕, ๖ และ ๗ ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนจากหนังสือ ที่หารือว่ามีลักษณะที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอ ตามข้อ ๕ ของประกาศฯ หรือไม่ และเป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก (on a large scale) ตามข้อ ๖ ของประกาศฯ หรือไม่ บริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี จึงควรพิจารณาตามข้อเท็จจริง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของประกาศฯ และเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป

หากบริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี พิจารณาแล้วเห็นว่า มีการดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตน เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี จัดให้มีขึ้นจะถือเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท Y หรือบริษัทในเครือของบริษัท Y แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแยกเป็นรายกิจกรรมแต่อย่างใด โดยการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตน เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งของตนเข้าเงื่อนไขครบถ้วนตามที่ประกาศฯ กำหนด ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ สำหรับการดำเนินกิจกรรมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกกิจกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว


สำหรับประเด็นข้อหารือที่ ๗ และ ๘ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมของบริษัทในเครือของบริษัท Y แต่ไม่ใช่การดำเนินกิจกรรมของบริษัท Y เองนั้น คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่บริษัทในเครือของบริษัท Y พิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๖ ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๔๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งจำเป็นต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันเพื่อการประกอบกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน (ตามความหมายที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนดในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งหรือโอนไปยังต่างประเทศตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๒๙ วรรคสอง) อาจจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันได้ ทั้งนี้ สถานที่ทำการแต่ละแห่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในเครือกิจการหรือเครือธุรกิจเดียวกันดังกล่าว ต้องสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยง่าย ตามมาตรา ๔๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บริษัท Y และบริษัทในเครือของบริษัท Y จึงอาจพิจารณาจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่ตามมาตรา ๔๒ สำหรับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งของบริษัท Y และบริษัทในเครือของบริษัท Y ได้หากเห็นสมควร

ในประเด็นข้อหารือที่ ๑๐ เห็นว่า บริษัท Y ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล สามารถแต่งตั้งบุคคลภายในที่เป็นพนักงานขององค์กร หรือบุคคลภายนอกที่เป็นผู้รับจ้างให้บริการตามสัญญา เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ ตามมาตรา ๔๑ วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจอื่นได้ แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องรับรองกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าหน้าที่หรือภารกิจดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามมาตรา ๔๒ วรรคสี่ นอกจากนี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์อย่างเพียงพอ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง และจะให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกจากงานหรือเลิกสัญญาการจ้างด้วยเหตุที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ ทั้งนี้


ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องสามารถรายงานไปยังผู้บริหารสูงสุดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงได้ ตามมาตรา ๔๒ วรรคสาม

ดังนั้น หากบริษัท Y เห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของบริษัท Y ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เห็นควรแต่งตั้งหรือมอบหมายพนักงานของฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายอื่นใด เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท Y ก็ย่อมสามารถทำได้ โดยเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมาย จะต้องไม่มีหน้าที่หรือการกิจอื่นที่ขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยอาจพิจารณาว่าผู้นั้นมีหน้าที่หรือการกิจอื่นที่ต้องตัดสินใจหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง อันจะขัดหรือแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการตรวจสอบการดำเนินงาน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ของตนเองหรือมีเหตุผลที่อาจทำให้หน้าที่หรือการกิจอื่นส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังกล่าวเสื่อมประสิทธิภาพไปอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด โดยคำนึงถึงความรู้หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๔๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ (ปัจจุบันยังไม่ได้ประกาศกำหนด) และบริษัท Y จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๔๑ วรรคห้า และมาตรา ๔๒ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย

Powered by Forestry.md