PDPC_Consult-29
เรื่อง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสุขภาพ ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชน
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๑๖ (๑๐) มาตรา ๑๙ วรรคสี่ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๒)
มาตรา ๒๖ (๕) (ค) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๗ (๑) -
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๑
มาตรา ๑๙ (๓) (ข) -
พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
มาตรา ๑๙/๑ -
พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๓
มาตรา ๔ และมาตรา ๕ -
พระราชบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๑๘
-
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
-
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ข้อหารือ
สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ขอหารือเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสุขภาพ ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลของเจ้าหน้าที่ สพร. โดย สพร. จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๑ จัดเป็นองค์การมหาชนภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ และ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยการเบิกสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของเจ้าหน้าที่ สพร. และบุคคลในครอบครัว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ว่าด้วยการรักษาพยาบาลและการตรวจสอบสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ประสงค์จะใช้สิทธิเบิกสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเองและครอบครัว (บิดา - มารดา , สามี - ภรรยา และบุตร) ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ สพร. จะต้องกรอกแบบฟอร์มใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับเจ้าหน้าที่และครอบครัว
โดยระบุข้อมูลดังต่อไปนี้ พร้อมแนบใบเสร็จรับเงินและใบรับรองแพทย์ของตนเองหรือครอบครัว เพื่อประกอบการเบิกด้วย
- ชื่อและนามสกุล ของเจ้าหน้าที่หรือครอบครัว
- โรคที่เข้ารับการรักษา
- ชื่อสถานพยาบาล
- จำนวนเงิน
ทั้งนี้ ในการเบิกสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของเจ้าหน้าที่และครอบครัวดังกล่าว สพร. จำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสุขภาพของเจ้าหน้าที่และครอบครัว เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติการใช้สิทธิเบิกสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับเจ้าหน้าที่ และครอบครัวตามระเบียบคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ว่าด้วยการรักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๑ สพร. จึงขอหารือว่า การเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ สพร. และครอบครัว เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติการใช้สิทธิเบิกสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับเจ้าหน้าที่ สพร. และครอบครัวนั้น สพร. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จำเป็นต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าหน้าที่ สพร. และครอบครัว หรือไม่ อย่างไร
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาเรื่องหารือดังกล่าว ประกอบกับได้หารือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการประชุม ครั้งที่ ๖/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ เพื่อตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๖ (๑๐) แล้ว เห็นว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับโรคที่เข้ารับการรักษาและรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ในใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและเอกสารที่ใช้ประกอบการเบิกเงินสวัสดิการ เช่น ใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงิน เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพตามนัยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ สพร. และบุคคลในครอบครัวโดย สพร. เพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่เป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลให้กับบุคลากรของหน่วยงานของตนและบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามระเบียบคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ว่าด้วยการรักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๑๙ (๓) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๖๑ และมาตรา ๑๙/๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ถือว่าเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย ตามนัยมาตรา ๒๖
(๕) (ค) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงได้รับ
ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยขัดแจ้งจากเจ้าหน้าที่ สพร. ผู้ขอเบิกเงินสวัสดิการ หรือบุคคลในครอบครัว
ก่อนแต่อย่างใด
สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของบุคคล
ในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ สพร. แม้จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของ
ข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง แต่ สพร. สามารถเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้ตามนัยมาตรา ๒๖
(๕) (ค) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ การเก็บ
รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เพื่อเบิกเงินสวัสดิการของบุคคล
ในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ สพร. ดังกล่าวจึงสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ทราบและได้รับความยินยอมจากบุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ สพร. ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๒)
แต่อย่างใด
อนึ่ง คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๖๖ เมื่อวันที่
๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ได้ตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๖ (๑๐) และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า มาตรา ๒๖ (๕) (ค) ครอบคลุมการ
เก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ
สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล สวัสดิการสุขภาพ หรือสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขขึ้น
พื้นฐาน ทั้งสำหรับลูกจ้างในภาคเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม บุคคลที่มีสิทธิได้รับบริการ
สาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และบุคคลอื่นที่
เป็น “ผู้มีสิทธิ” ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเองและบุคคลในครอบครัว
ของตนตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งออก
โดยอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตาม
งบประมาณรายจ่าย นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงผู้ประสบภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจาก
รถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากกรณีด้วย ดังนั้น คำว่า “สวัสดิการเกี่ยวกับการ
รักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย” ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ค) จึงย่อมรวมถึงสวัสดิการเกี่ยวกับการ
รักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานประเภท
ต่าง ๆ ของส่วนราชการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
อื่นในการจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพแก่บุคลากรของตน ตลอดจนบุคคลใน
ครอบครัวของผู้นั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
หรือสวัสดิการสุขภาพโดยใช้การประกันภัยแบบกลุ่ม (group insurance) และจะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพให้กับบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตหรือกฎหมายว่าด้วยการประกัน
วินาศภัย (“บริษัทประกันภัย”) ในฐานะที่บริษัทประกันภัยดังกล่าวเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อการ
เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่เป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพดังกล่าวให้กับบริษัทประกันภัย และการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับสุขภาพของบริษัทประกันภัยนั้น จะไม่ได้รับยกเว้นการขอความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา ๒๖ (๕) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ เนื่องจากเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพให้กับบุคคลอื่น (บริษัทประกันภัย) ที่มิใช่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง แต่การขอความยินยอมในกรณีการจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพโดยใช้การประกันภัยแบบกลุ่ม (group insurance) ดังกล่าว อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสวัสดิการที่จำเป็นของหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ ดังนั้น หากหน่วยงานนั้นเห็นว่ามีความจำเป็นและสมควร อาจกำหนดเงื่อนไขว่าในการเข้าทำสัญญาเป็นบุคลากรของหน่วยงาน หรือในการขอเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพแต่ละครั้ง บุคลากรผู้มีสิทธิตามสวัสดิการดังกล่าว หรือบุคคลในครอบครัว จะต้องให้ความยินยอมเพื่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับ/โดยบริษัทประกันภัย เนื่องจากมีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาหรือการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการนั้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๑๙ วรรคสี่ได้
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า สพร. จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายอื่นกำหนด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ครบถ้วนด้วย โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๒๒ การแจ้งรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ (privacy notice) ตามมาตรา ๒๓ และการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามที่กำหนดในมาตรา ๑๗ (๑) ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕