PDPC_Consult-60
เรื่อง ข้อหารือของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ในการรวบรวมและการประมวลผลข้อมูลสุขภาพของสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ข้อกฏหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๓ มาตรา ๖ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ (๔) มาตรา ๒๕
วรรคหนึ่ง (๒) มาตรา ๒๖ (๕) (ก) และ (ข) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๗ (๑) -
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา ๖ และมาตรา ๘๙ (๓) และ (๑๖) -
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๔ -
ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ (๒) -
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕
ข้อหารือ
สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แจ้งว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีอำนาจหน้าที่ด้านการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๙ (๑๖) โดยมีสำนักการแพทย์เป็นหน่วยงานในสังกัดที่ได้รับมอบหมายในการจัดให้มีบริการโรงพยาบาลในการตรวจรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคพื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ คุณภาพบริการ และสร้างเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๙๔) ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ และ (ฉบับที่ ๙๗) ลงวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ปัจจุบัน สำนักการแพทย์มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลอ่อนไหวของประชาชนผู้มารักษาพยาบาล จากสถานพยาบาลในเขต กทม. ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลกรุงเทพมหานคร (Health Data Center) สำหรับประเมินสถานการณ์หรืออุบัติการณ์ของการเกิดโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การจัดบริการทางการแพทย์รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็นในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ กทม. ทั้งทางด้านบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะฉุกเฉิน โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจาก
๒
การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่าสถานพยาบาลต่าง ๆ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สำนักการแพทย์ได้ เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องอำนาจหน้าที่และความรับผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในการนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ สำนักการแพทย์จึงขอหารือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑. กทม. สามารถใช้ฐานภารกิจของรัฐ (Public Task) เป็นฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน จากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน ในพื้นที่ กทม. เพื่อมาใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ กทม. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๔ (๔) และมาตรา ๒๖ (๕) (ข) ได้หรือไม่
๒. หากไม่สามารถกระทำการตามข้อ ๑ ได้ จะสามารถใช้ฐานทางกฎหมายใดหรือ มีข้อเสนอแนะอื่นใดเพื่อให้สำนักการแพทย์สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมา สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้มีหนังสือขอชี้แจงเพิ่มเติม สรุปความในส่วนที่ เกี่ยวข้องได้ว่า กทม. มีนโยบายในการรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากสถานพยาบาลอื่นในพื้นที่ กทม. เพื่อนำมาใช้ ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายสุขภาพ และวางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และ สาธารณสุขในพื้นที่ กทม. ซึ่งปัจจุบันยังมิได้มีการดำเนินการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว โดยได้ขอหารือการรวบรวม และการประมวลผลข้อมูลสุขภาพของสถานพยาบาลในพื้นที่ กทม. จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลก่อนการดำเนินการ ทั้งนี้ กทม. ไม่มีนโยบายเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลใด ยกเว้นการส่ง ข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุขเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายระดับประเทศเท่านั้น
ความเห็น
คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือ โดยได้รับทราบ ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้แทนสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แล้ว มีความเห็นว่า กทม. เป็นราชการบริหาร ส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ กทม. จึงต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใด บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติ แห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม ฯลฯ” กทม. จึงควรดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูล
๓
ข่าวสารของราชการ และให้พิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติม ในการดำเนินการดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากพิจารณา ตามข้อเท็จจริงได้ว่า ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่หารือมานั้น กทม. มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ กทม. จึงมีฐานะ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นข้อหารือที่ ๑ เห็นว่า กทม. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขต กทม. ในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงการดำเนินกิจการในเรื่องการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาลตามมาตรา ๘๙ (๑๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยมีสำนักการแพทย์เป็นส่วนราชการในสังกัดที่มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีบริการโรงพยาบาล ในการตรวจรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพ บริหารและจัดบริการ การแพทย์ฉุกเฉินและส่งต่อผู้ป่วย เพื่อลดการบาดเจ็บและการตายจากการเจ็บป่วยของผู้ป่วย จัดการศึกษา ฝึกอบรม พัฒนาทางวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องหรือ ได้รับมอบหมาย ตามข้อ ๑๐ ของประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงาน และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๙๔) ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ นอกจากนี้ สำนักการแพทย์ ยังมีสำนักงานพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์เป็นส่วนราชการในสังกัด มีอำนาจหน้าที่วางแผน กำกับ ติดตาม วิเคราะห์และประเมินผลแผนยุทธศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข พัฒนาระบบบริการ สุขภาพ คุณภาพบริการ และสร้างเครือข่ายทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งเป็นศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ ทางการแพทย์ ตามข้อ ๑๑ (๒) ของประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและ การกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๙๗) ลงวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐
การที่ กทม. โดยสำนักการแพทย์ มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของประชาชนที่มารักษาพยาบาลหรือรับบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. ทั้งสถานพยาบาลของรัฐในสังกัดต่าง ๆ และสถานพยาบาลเอกชน เพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินสถานการณ์ หรืออุบัติการณ์ของการเกิดโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การจัดบริการทางการแพทย์ การวิเคราะห์และ วางแผนการบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงทรัพยากรที่จำเป็น ทั้งทางด้านบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะฉุกเฉิน นั้น ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทม. และส่วนราชการในสังกัด ในการดำเนินกิจการในเรื่องการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาลตามมาตรา ๘๙ (๑๖)
๔
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ รวมทั้งอาจเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการในเรื่องการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามมาตรา ๘๙ (๓) ด้วย จึงถือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ กทม. หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ กทม. การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวของ กทม. จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพและความพิการจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ในเขต กทม. นั้น เมื่อ กทม. ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้น จึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จึงถือว่าเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือสังคมหรือการจัดการด้านสุขภาพ หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข กทม. จึงสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๖ (๕) (ก) และ/หรือ (ข) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ อย่างไรก็ตาม ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว กทม. จะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย
นอกจากนี้ เมื่อได้พิจารณาแล้วว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวของ กทม. เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของ กทม. ซึ่งถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง จึงสามารถกระทำได้ตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๒) ด้วย
ประเด็นข้อหารือที่ ๒ เมื่อคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ ได้ให้ความเห็นในประเด็นหารือที่ ๑ แล้วว่า กทม. โดยสำนักการแพทย์ สามารถเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่มารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลในเขต กทม. เพื่อใช้ในการวางแผนบริหารจัดการระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามที่ขอหารือได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๔) และมาตรา ๒๖ (๕) (ก) และ/หรือ (ข) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาให้ความเห็นในประเด็นข้อหารือที่ ๒ อีก
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตว่า กทม. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องพิจารณาเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายของ กทม. ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และควรประสานงานกับสถานพยาบาลในเขต กทม. ที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมายัง กทม. ให้มีการแจ้งรายละเอียดซึ่งรวมถึง
๕
วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเปิดเผยให้กับ กทม. ดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมตามมาตรา ๒๓ หรือมีการแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เดิมให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบแล้วตามมาตรา ๒๑ รวมทั้งจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด ตามมาตรา ๓๗ (๑) ประกอบประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ นอกจากนี้ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่หารือดังกล่าว กทม. ควรพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขด้วย