PDPC_Consult-27

เรื่อง สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร หารือการขอข้อมูลผู้ใช้น้ำของการประปา
นครหลวง เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๖ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕
    มาตรา ๒๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๓๗ (๑) และมาตรา ๙๕

  2. พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๑๖

  3. พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
    มาตรา ๖

  4. ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนด
    อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๑๐๑) ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑
    ข้อ ๑๘ (๗)

  5. ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. ๒๕๔๗ และ
    ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย (ฉบับที่ ๒)
    พ.ศ. ๒๕๖๒
    ข้อ ๕ และข้อ ๖/๑

ข้อหารือ

สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ขอหารือกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำเป็นต้องขอ
ข้อมูลปริมาณการใช้น้ำรายเดือน และข้อมูลผู้ใช้น้ำรายใหม่ จากการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อใช้ใน
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย
พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ หาก กทม. ยังไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคล อาจจะเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ และเพื่อให้ กทม. สามารถดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียได้
การขอข้อมูลหรือการใช้ข้อมูลดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับการยกเว้น
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๔ หรือมาตราใด หรือไม่ โดย กทม.
ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๑๓ กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน ให้หน่วยงาน
ของรัฐจัดให้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครองตามที่หน่วยงานของรัฐ
แห่งอื่นร้องขอ ที่จะเกิดการบูรณาการร่วมกัน ประกอบกับมาตรา ๑๖ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐสามารถ


ขอเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลที่มีการจัดทำและครอบครองเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผลได้

ความเห็น

คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาเรื่องหารือดังกล่าวประกอบคำชี้แจงจากผู้แทนสำนักการระบายน้ำฯ และ กปน. แล้วมีความเห็นว่า มาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดว่า “ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในความครอบครอง หากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หน่วยงานของรัฐนั้นสามารถขอเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจากหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผลได้” ดังนั้น กรณีที่ กทม. ประสงค์จะใช้ข้อมูลปริมาณการใช้น้ำรายเดือนและข้อมูลผู้ใช้น้ำรายใหม่ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และขอเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจาก กปน. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล จะต้องพิจารณาให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย

สำนักการระบายน้ำ กทม. มีหน้าที่ส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยการติดตาม เฝ้าระวัง ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะ รวมทั้งรวบรวมน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมาบำบัด โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำตามมาตรฐานสากลตามข้อ ๑๘ (๗) ของประกาศ กทม. เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ ๑๐๑) ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ประกอบข้อ ๕ ของข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อ ๖/๑ ของข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่กำหนดว่า เมื่อกรุงเทพมหานครได้จัดทำท่อรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียรวมในเขตพื้นที่ใดแล้ว ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประกาศเขตพื้นที่ดังกล่าว เป็นเขตพื้นที่ที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำหนดน้ำเสียต้องชำระค่าธรรมเนียม โดยในการเก็บอัตราค่าธรรมเนียมให้แบ่งตามประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่มีน้ำเสียผ่านลงสู่ท่อรับน้ำเสียหรือท่อรวบรวมน้ำเสียของกรุงเทพมหานครโดยคำนวณตามปริมาณน้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำจากแหล่งอื่นที่ใช้ในแหล่งกำเนิดน้ำเสียนั้น ฯลฯ ดังนั้น กทม. ในฐานะที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีนี้ จึงถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามนัยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล


ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงตามนัยมาตรา ๒๕ ซึ่งตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้ กรณีนี้จึงต้องพิจารณาว่า การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่หารือดังกล่าวเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่

เนื่องจาก กทม. โดยสำนักการระบายน้ำฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ในการบริหาร จัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งรวบรวมน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมาบำบัด ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ กทม. หาก กทม. เห็นว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ รายเดือนและข้อมูลผู้ใช้น้ำรายใหม่จาก กปน. เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนด ในกฎหมาย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียจาก เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวบรวมน้ำเสียไปบำบัด ตามข้อบัญญัติดังกล่าว กทม. สามารถดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจาก เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามนัยมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔ (๔) และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมทั้งสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ดังกล่าวจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เช่น จาก กปน. ได้โดยไม่ต้องได้รับความ ยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามนัยมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๒) แต่จะต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัด เท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อื่นชอบด้วยกฎหมายของ กทม. ตามมาตรา ๒๒ รวมถึงจะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับ กปน. เท่านั้น เว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำได้

สำหรับ กปน. ในฐานะนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด ในพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. ๒๕๑๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา ผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ ดังกล่าว ฯลฯ และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้น้ำ เช่น ปริมาณการใช้น้ำรายเดือน และข้อมูลรายชื่อ ผู้ใช้น้ำประปา ฯลฯ ถือเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามนัยมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนั้น หาก กปน. พิจารณาเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ กทม. ร้องขอเพื่อการจัดเก็บค่าธรรมเนียม บำบัดน้ำเสีย เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามนัยมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว กปน. ก็สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ กทม. เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้งไว้


ได้ ทั้งนี้ กปน. จะต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการตามมาตรา ๓๙ เพื่อเป็นไปตามนัย มาตรา ๒๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อน หรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียดตามมาตรา ๒๓ ซึ่งรวมถึงประเภทของบุคคลหรือหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย เช่น กทม. ด้วย

ส่วนข้อมูลส่วนบุคคลที่ กปน. ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ใช้บังคับ บทเฉพาะกาลตามมาตรา ๙๕ กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสามารถเก็บ รวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์เดิม และต้องกำหนดวิธีการยกเลิกความยินยอม และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมและใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวสามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้โดยง่าย หากการเปิดเผยข้อมูลให้กับ กทม. เพื่อใช้ใน การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของ กปน. เดิม กปน. พึงแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดตามมาตรา ๒๓ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับ กทม. ตามวัตถุประสงค์ใหม่ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย เพิ่มเติมให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วย แต่บทบัญญัติตามมาตรา ๙๕ ที่กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องกำหนดวิธีการยกเลิกความยินยอม และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ประสงค์ให้เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว สามารถแจ้งยกเลิกความยินยอมได้โดยง่าย ครอบคลุมเฉพาะกรณีการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และไม่เข้าย้อยกเว้นตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖ ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เท่านั้น จึงไม่รวมกรณีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดย กทม. จาก กปน. เพื่อการจัดเก็บค่าธรรมเนียม บำบัดน้ำเสียที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ (๔) และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งตามที่หรือนี้

ทั้งนี้ กทม. และ กปน. จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายอื่นกำหนด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ครบถ้วนด้วย โดยเฉพาะ ในเรื่องการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามที่กำหนดในมาตรา ๓๗ (๑) ซึ่งต้องเป็นไป ตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๕ และควรมีการจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement) ระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสองหน่วยงานดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยอย่างน้อยในข้อตกลงดังกล่าวควรมีสาระสำคัญที่ครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ วิธีการ เงื่อนไข และหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการส่งและรับ ข้อมูลผ่านช่องทางปกติหรือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยการเข้าถึงผ่านระบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยน ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานก็ตาม

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ กทม. ดังกล่าว แม้ว่าอาจสามารถกระทำได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการบำบัดน้ำเสีย แต่การดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าวอาจต้องพิจารณาด้วยว่า ข้อมูลที่ได้มาจะมีความเป็นปัจจุบัน หรือไม่ เพียงใด และต้องระมัดระวังมิให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าวัตถุประสงค์


ที่ได้แจ้งไว้ต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือที่ได้แจ้งไว้แก่ กปน. รวมทั้ง กทม. อาจพิจารณาหารือร่วมกับ กปน. เพื่อจัดส่งบัญชีที่มีรายการค่าบำบัดน้ำเสียให้แก่ กปน. โดยมีข้อมูลของผู้ใช้น้ำและข้อมูลปริมาณการใช้น้ำประปา ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร เพื่อใช้ประกอบการคำนวณและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียโดย กปน. ทดแทนการขอข้อมูลของผู้ใช้น้ำจาก กปน. หากพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ใน วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่สามารถทำได้ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจะเป็นการลดปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องในการ จัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

Powered by Forestry.md