PDPC_Consult-22

เรื่อง สถานีตำรวจภูธร ข. หารือเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๔ มาตรา ๘๐ และมาตรา ๘๑

  2. พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐
    มาตรา ๑๒

  3. ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การยุติเรื่อง การพิจารณา และระยะเวลาในการพิจารณาค่ำร้องเรียน พ.ศ. ๒๕๖๕

ข้อหารือ

สถานีตำรวจภูธร ข. ขอหารือกรณีผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. และเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องโดยมีพฤติการณ์แห่งคดีสืบเนื่องมาจากกรอบประกาศองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. เรื่อง การพ้นจากราชการของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ข้าราชการครูองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยได้รับบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ มาตรา ๑๒ ประกอบหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๕/ว๓๗๓๙ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เรื่อง การขอรับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือลูกจ้างประจำ ซึ่งมีกรณีหรือต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือมีกรณีถูกฟ้อง หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยกรณีหรือคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ได้มีคำสั่งลงโทษให้ผู้เสียหายออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ศาลปกครอง ค. ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าว และเป็นการโต้แย้งมติคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก. ที่มีมติให้ไล่ออกจากราชการจึงเป็นกรณีต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงยังไม่สิ้นสุดส่วนการขอรับบำเหน็จดำรงชีพได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดและมีสิทธิได้รับบำนาญ ทั้งนี้สอดคล้องกับหนังสือจังหวัด ก. เรื่อง หารือสิทธิประโยชน์ของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามผลคดีศาลปกครอง ค. มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครอง ผู้เสียหายอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำละเมิดผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เป็นการประจานหรือประกาศ โฆษณาให้ผู้เสียหายได้รับความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงความเชื่อถือ ถูกดูหมิ่นดูแคลน เกลียดชัง


ผู้เสียหายจึงได้มาร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นให้รับโทษตามกฎหมาย สถานีตำรวจภูธร ข. จึงขอหารือว่า การกระทำของผู้ต้องหาดังกล่าวข้างต้นเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่ อย่างไร เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวนต่อไป ต่อมาสถานีตำรวจภูธร ข. ได้มีหนังสือสอบถามผลการหารือมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกครั้ง เนื่องจากสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต ๑ ภาค ๖ ได้มีหนังสือให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบและติดตามผลการหารือเรื่องดังกล่าวกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกครั้ง

ความเห็น

คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้บัญญัติให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่หลายประการตามที่กำหนดในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดในบทบัญญัติดังกล่าว จะมีความผิดอาญาเฉพาะเรื่องที่มีลักษณะตามความในหมวด ๗ ส่วนที่ ๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยจะต้องมีองค์ประกอบความผิดตามความในมาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ และมาตรา ๘๑ แล้วแต่กรณี เช่น การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเป็นความผิดอาญาตามมาตรา ๗๙ วรรคหนึ่งต้องเกิดขึ้นจากการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ และข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด (ปัจจุบันคณะกรรมการฯ ยังไม่ได้ออกประกาศ) โดยฝ่าฝืนไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการกระทำดังกล่าวไม่เข้าย้อยกเว้นอื่นตามมาตรา ๒๖ ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๖ มาจากการเปิดเผยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล แต่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตามนัยมาตรา ๒๗ วรรคสอง โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏในคดีว่าผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล (เช่น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นนิติบุคคล) และการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น เกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการ และละเว้นไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย


ตามความในมาตรา ๘๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนั้น ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการจึงสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย องค์ประกอบความผิด และพิจารณา ดำเนินการต่อไปตามที่เห็นสมควร

อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ นอกจากกรณีที่เป็นความผิดที่มีโทษอาญาตามที่กำหนดในหมวด ๗ ส่วนที่ ๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ยังมีกรณีความผิดอันเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ที่มีโทษทางปกครอง ซึ่งผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิร้องเรียนตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ซึ่ง คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จะมีหน้าที่และอำนาจในการ พิจารณาเรื่องร้องเรียนตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหากผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบ ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าด้วยการยื่น การไม่รับเรื่อง การยุติเรื่อง การพิจารณา และ ระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องเรียน พ.ศ. ๒๕๖๕ และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจนได้ ข้อสรุปแล้ว พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการสามารถนำข้อสรุปและความเห็นของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการในคดีอาญาได้ต่อไป

Powered by Forestry.md