PDPC_Consult-63

เรื่อง แพทยสภาหารือแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เกี่ยวกับ การเปิดเผยข้อมูลการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

ข้อกฎหมาย

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
    มาตรา ๓ (๑) มาตรา ๖ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๙

  2. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕
    มาตรา ๖ มาตรา ๗ (๑) และ (๔) มาตรา ๘ (๑) และ (๒) มาตรา ๒๑ (๓) (๖) มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๑) มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง

  3. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
    มาตรา ๔ มาตรา ๙ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕

  4. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๔๗ วรรคสอง และข้อ ๔๘

ข้อหารือ

แพทยสภาแจ้งว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๗ (๑) มีวัตถุประสงค์ให้แพทยสภาทำหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชกรรม และ (๔) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และ การสาธารณสุข เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงกำหนดให้แพทยสภามีหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตแก่ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูล และยืนยันความถูกต้องของผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมบนเว็บไซต์ได้ อันเป็นการคุ้มครองประชาชนก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยแพทยสภากำหนดให้ประชาชนทั่วไปที่จะเข้ารับการรักษากับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสามารถตรวจสอบ สถานะความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภา โดยกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชน ผู้ประสงค์ตรวจสอบกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน (ชื่อ-นามสกุล) แต่ในกรณีที่ชื่อ นามสกุล หรือเลขที่ ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ถูกต้อง หรือถูกต้องแต่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมรายดังกล่าว ถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต จะปรากฏข้อความว่า “ไม่พบข้อมูล” ทั้งนี้ แพทยสภาเห็นว่า หากมีกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถูกลงโทษทางด้านจริยธรรม ควรเปิดเผยถึงสถานภาพและระยะเวลา การถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตแทนข้อความว่า “ไม่พบข้อมูล” รวมถึงเปิดเผยข้อมูลใน คำสั่งลงโทษจริยธรรมดังกล่าวบนเว็บไซต์ของแพทยสภา ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน กับสภาเภสัชกรรม เพื่อให้ประชาชนและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบ และได้ใช้ความระมัดระวังบุคคล ดังกล่าว อันเป็นการคุ้มครองประชาชนและสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕


ยังไม่ได้กำหนดให้แพทยสภาผีการเปิดเผยข้อมูลในคำสั่งลงโทษจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไว้ อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้หรือไม่เพียงใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและเป็นไปด้วยดี แพทยสภา จึงขอหารือว่า สามารถเปิดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้หรือไม่ ดังนี้

๑. ปัจจุบัน แพทยสภาอนุญาตให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ ชื่อ - สกุล เลขที่ใบอนุญาต ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ แต่มีประเด็นขอหารือว่า ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถ เข้าตรวจสอบสถานะเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงระยะเวลาในการพักใช้ ใบอนุญาตฯ ได้หรือไม่ หรือหากสามารถเปิดเผยระยะเวลาในการพักใช้ใบอนุญาตฯ และเมื่อพ้นระยะเวลา พักใช้ใบอนุญาตดังกล่าวแล้วสามารถคงไว้ซึ่งสถานะที่เคยถูกลงโทษได้หรือไม่ อย่างไร

๒. กรณีที่แพทยสภาได้รับแจ้งคำสั่งลงโทษการประพฤติผิดจริยธรรมของผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ แพทยสภาจะสามารถเปิดเผยข้อมูล ในคำสั่งลงโทษจริยธรรมดังกล่าวบนเว็บไซต์ของแพทยสภาได้ทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อให้ประชาชนและหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พังทราบและได้ใช้ความระมัดระวังจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ อันเป็นสิทธิ์ที่ประชาชนควรทราบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้หรือไม่ เพียงใด

ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แพทยสภา มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ประการหนึ่งในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรม ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แพทยสภาจึงมีฐานะ เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และในขณะเดียวกัน แพทยสภาก็เป็นองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ จึงถือเป็นหน่วยงานของรัฐตาม บทนิยามในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ดังนั้น ข้อมูลข่าวสาร (ซึ่งรวมถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล) ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของแพทยสภา จึงเป็นข้อมูล ข่าวสารของราชการ ตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

เนื่องจากแพทยสภาอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติ เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย


การนั้นหรือไม่ก็ตาม ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของแพทยสภาในประเด็นที่หารือเป็นไปตามกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ แพทยสภาจึงควรพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะแล้วเป็นหลักก่อน และให้พิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติมในการดำเนินการดังกล่าว โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในแต่ละประเด็นที่หารือ ดังนี้

ประเด็นข้อหารือที่ ๑ ในประเด็นที่ว่า แพทยสภาจะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าตรวจสอบสถานะเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงระยะเวลาในการพักใช้ใบอนุญาตฯ ได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า แพทยสภามีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ และมีอำนาจหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๘ (๑) และ (๒) นอกจากนี้ แพทยสภายังมีหน้าที่ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ในการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเมื่อได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา ๓๒ โดยเป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการแพทยสภาได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมดังกล่าวแล้ว มาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ กำหนดให้คณะกรรมการแพทยสภาพิจารณาและมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด โดยคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภา และมาตรา ๔๐ กำหนดให้เลขาธิการแพทยสภาบันทึกคำสั่งแพทยสภาไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ให้ถือว่ามิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนับแต่วันที่คณะกรรมการแพทยสภาสั่งพักใช้ใบอนุญาตนั้น ตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง

การที่แพทยสภาเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ และ/หรือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น แพทยสภาจึงสามารถเปิดเผยข้อมูลชื่อ-สกุล เลขที่ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะใบอนุญาต


ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมบนเว็บไซต์ของแพทยสภาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าตรวจสอบสถานะใบอนุญาต รวมถึงการเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาต และระยะเวลาในการถูกพักใช้ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา ๒๔ (๔) และ (๖) ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในฐานะที่แพทยสภาเป็นสภาวิชาชีพหรือองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพที่มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตามเจตนารมณ์ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่มุ่งหมายเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน อันเป็นประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม มาตรา ๒๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้แพทยสภาต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้ในบันทึกรายการ (Record of Processing Activities: ROPA) ตามมาตรา ๓๙ ด้วย นอกจากนี้ มาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้แพทยสภามีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (เช่น สถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม) ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

สำหรับประเด็นที่ว่า เมื่อพ้นระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้วแพทยสภาจะสามารถคงไว้ซึ่งสถานะที่เคยถูกลงโทษได้หรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า แพทยสภามีหน้าที่พิจารณาว่าจะสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่หรือได้หรือไม่ เพียงใด โดยพิจารณาซึ่งน้ำหนักว่า การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานะและระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตที่พ้นระยะเวลามาแล้วดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลทางทะเบียนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ อยู่แล้วนั้น จะมีประโยชน์และความจำเป็นเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบสถานะของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ในทางกลับกัน การเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควรของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ เพียงใด แล้วพิจารณาความเหมาะสมของการเปิดเผยข้อมูลตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของแพทยสภา ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งหลักการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น (data minimization principle) ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒

ประเด็นข้อหารือที่ ๒ แพทยสภาจะสามารถเปิดเผยข้อมูลในคำสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งหมดหรือบางส่วนบนเว็บไซต์ของแพทยสภาเพื่อให้ประชาชนและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบและได้ใช้ความระมัดระวังจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ อันเป็นสิทธิที่ประชาชนควรทราบ จะสามารถ


ทำได้หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด (๑) ผลการพิจารณาหรือ คำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว ฯลฯ โดยบุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนา ที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ และถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้หน่วยงานของรัฐลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารส่วนนั้น โดยมาตรา ๑๕ (๕) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้ หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการก็ได้ หากเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร โดยให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ หน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลในคำสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งหมดหรือบางส่วนบนเว็บไซต์ของ แพทยสภา ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่ออกโดย คณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา ๒๑ (๓) (ซ) โดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ ข้อ ๔๗ วรรคสอง กำหนดว่า คำสั่งพักใช้หรือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของผู้ใด ให้คณะกรรมการแพทยสภามีอำนาจในการเผยแพร่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของแพทยสภาก็ได้ นอกจากนี้ ข้อ ๔๘ ของข้อบังคับดังกล่าว กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ สาธารณะ และเพื่อประโยชน์การศึกษา การวิจัย การประกอบวิชาชีพในทางการแพทย์ และการควบคุม การประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การเผยแพร่คำสั่งแพทยสภา เฉพาะมติคณะกรรมการแพทยสภา แก่สื่อมวลชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการแพทยสภา ดังนั้น แพทยสภา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการแพทยสภา จะต้องพิจารณาซึ่งน้ำหนักความจำเป็นเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลในคำสั่งลงโทษจริยธรรม โดยคำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ของแพทยสภา ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และจะต้องพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เท่าที่จำเป็น ตามนัยมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย เพื่อไม่ให้เป็น การรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร โดยเฉพาะการเปิดเผยสำเนาคำสั่งลงโทษจริยธรรมทั้งฉบับบนเว็บไซต์ ของแพทยสภา ที่มีข้อความหรือเนื้อหาสาระที่อาจมีผลกระทบต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏชื่อหรือสิ่งที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ทางตรงหรือทางอ้อมว่าเป็นบุคคลใด โดยไม่มีการลบหรือ ตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยเฉพาะในกรณีที่กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่ถึงที่สุด

Powered by Forestry.md