PDPC_Consult-23
เรื่อง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพขอหารือเกี่ยวกับการให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับประชาชน
ข้อกฎหมาย
-
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒
มาตรา ๓ มาตรา ๖ (บทนิยามคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” และ “บุคคล”) มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๖ และ
มาตรา ๒๗ -
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๙ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕
ข้อหารือ
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แจ้งว่า เครือข่ายความปลอดภัยทางถนนและคุ้มครอง
สิทธิประโยชน์ของผู้โดยสารสาธารณะ (เครือข่ายฯ) มีหนังสือถึง ขสมก. ขอใช้สิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลและคัดสำเนา
เอกสาร ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยเครือข่ายฯ ได้ขอตรวจสอบเอกสาร
เกี่ยวกับสัญญา จำนวน ๕๕ เส้นทาง ดังนี้
-
สำเนาหนังสือยืนยันการเป็นคู่สัญญาเดินรถร่วมกับ ขสมก.
-
สำเนาบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการถ่ายโอนการกำกับดูแลรถโดยสารประจำทาง
ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและคู่สัญญาประกอบการเดินรถกับ ขสมก. -
สำเนาหนังสือถึงนายทะเบียนกลางหรือกรมการขนส่งทางบก เรื่อง ขอยกเลิกใบอนุญาต
ประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารประจำทาง
ทั้งนี้ เนื่องจากเอกสารที่เกี่ยวข้องมีทั้งข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลจำนวนมาก
อันเกี่ยวกับชื่อ ฐานะ สถานภาพ อาชีพ การเงิน ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ หากไม่ได้ความยินยอมของบุคคลนั้น ๆ
จึงขอหารือว่า การที่เครือข่ายความปลอดภัยทางถนนและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้โดยสารสาธารณะ
หรือบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะขอตรวจสอบและคัดสำเนาเอกสารดังกล่าว จะเป็นการขัดต่อ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่
ความเห็น
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือและให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐเพื่อรองรับ
การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พิจารณาแล้ว เห็นว่า ขสมก. เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ ขสมก. ในฐานะหน่วยงานของรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน จึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ ขสมก. มีหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วยนั้น มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่ (๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติมไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม (๒) ฯลฯ
ดังนั้น ขสมก. ในฐานะหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการจึงควรพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งได้กำหนดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการของหน่วยงานของรัฐ รวมถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะแล้ว และให้ ขสมก. พิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นการเพิ่มเติม ตามความในมาตรา ๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังกล่าว
อนึ่ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตว่า มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกำหนด (๑) ฯลฯ (๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ ฯลฯ โดยบุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ และถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น หากข้อมูลข่าวสารดังกล่าวปรากฏข้อมูลส่วนบุคคล ขสมก. ควรพิจารณาซึ่งน้ำหนักถึงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และการไม่รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควรว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นเพียงใดเพื่อการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ ขสมก.ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน ตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
นอกจากนี้ ขสมก. ควรพิจารณาเพิ่มเติมว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับเครือข่ายฯ ตามประเด็นที่หารือดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา ๒๔ หรือมาตรา ๒๖
ประกอบมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งจะสามารถเปิดเผยได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมหรือไม่ เช่น ในกรณีที่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของ ขสมก. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๖) หรือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ ขสมก. หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ ขสมก. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา ๒๔ (๔)
ส่วนกรณีการเปิดเผยข้อมูลของนิติบุคคลอื่นตามที่ ขสมก. หารือมา ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมตามมาตรา ๖ การเปิดเผยข้อมูลของนิติบุคคลอื่นตามที่ ขสมก. หารือมา จึงอยู่นอกหน้าที่และอำนาจของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจตอบข้อหารือฯ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขสมก. จึงต้องพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐